กรณีศึกษาของ Social Media กับที่มาวลีฮิต..”เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่”

 

วลีฮิตข้ามคืน “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” คลิป ม.1 ตัดพ้อ-ขู่เพื่อนไล่พ้นกลุ่ม 1/9 คนเข้าชมร่วม 4 แสนครั้ง “ครูอังคณา” เผยเรียก 2 ด.ช.คู่กรณี มาทำความเข้าใจกันแล้ว นักวิชาการชี้แค่เด็กเรียกร้องสิทธิ์ที่ถูกลิดรอนเป็นเรื่องธรรมดา แค่ชั่วข้ามคืนวลีที่ว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” กลายเป็นคำฮิตในโซเชียลมีเดีย หลังการเผยแพร่ผคลิปวิดีโอผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ เนื้อหาเป็นการบอกเล่าของเด็กชายชั้น ม.1 แสดงท่าทีขึงขัง โกรธเคืองเพื่อนร่วมชั้น และขู่ว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูคลิปดังกล่าวกว่า 3.8 แสนครั้ง ไม่รวมคลิปอื่นที่มีผู้ทำขึ้นมาอีกหลายเวอร์ชั่น ถือว่าฮอตแซงหน้าคำว่า “ธนูปักเขา” หรือ “เอาอยู่” ไปแล้ว

คลิป เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ที่เป็นที่โด่งดังในโลก Social Media

คลิปชี้แจงของครูอังคณา

 

ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดโฮมเพจ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” ทางเว็บไซต์ยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก ในช่วงเย็นวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีคนกดไลค์ประมาณ 800 คน ล่าสุดช่วงเย็นวันที่ 10 เมษายน มีคนกดไลค์จำนวน 27,908 คน

 

กระทั่งคนดังอย่าง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แลหลาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังโหนกระแสโพสต์เฟซบุ๊ก “Oak Panthongtae Shinawatra” ชี้แจงกเรื่องที่มีการเผยแพร่ภาพถ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กดโทรศัพท์ระหว่างยืนในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า “เหตุเกิดจากในงานพระราชพิธีเพลิงพระศพเมื่อวานนี้ครับ เป็นภาพท่านนายกที่กำลังถือโทรศัพท์อยู่ในงาน ผมเองเห็นภาพครั้งแรกยังแอบสงสัยเลยโทรไปสอบถามเรื่องราวทันที ได้คำตอบว่าท่านนายกกำลังปิดโทรศัพท์ก่อนเริ่มงานพิธีครับ ตลกดีนะครับ คนเราช่างว่างจับผิดกันจัง แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์คิดได้ เพราะภาพตอนแรกที่ออกมามีแค่ภาพท่านนายกถือโทรศัพท์ ไม่ได้มีภาพในมุมกว้างออกมาด้วย จึงง่ายต่อการเข้าใจผิดกัน หรือว่าจะให้เรื่องนี้ถึงครูอังคณาครับ”

 

กระแสนิยมใช้คำว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” เคลื่อนผ่านจากสังคมอินเทอร์เน็ตมาสู่การใช้ถ้อยคำดังกล่าวตอบโต้กันในชีวิตประจำวัน ทำให้หลายคนถึงกับงง อึ้ง เพราะไม่รู้ถึงนัย หรือการสื่อความหมาย ดังนี้ “คม ชัด ลึก” จึงแกะรอยต้นธารของคำฮิต “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” พบว่าจุดเริ่มต้นมาจากสมาชิกชื่อ “Chintakoza” โพสต์คลิปในเว็บไซต์ยูทูบหัวเรื่อง “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา ปรากฏภาพเด็กชายคนหนึ่ง อัดคลิปส่งข้อความไปถึงเพื่อนชื่อ “บอล” ที่ขับไล่เขาออกจากกลุ่ม 1/9 ด้วยน้ำเสียงเจืออารมณ์โกรธว่า “คิดได้เนาะ ให้ทุกคนไล่ออกจากกลุ่ม 1/9 ก็เพราะเรื่องกะโหลกกะลาแค่นี้เองเหรอ ทำไมอ่ะ เห้อ ทำไมต้องไล่ออกด้วย…ก่อนที่จะส่งท้ายข้อความข่มขู่ว่า…ถ้าไม่เอากูเข้ากลุ่ม 1/9 เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่”

 

“คม ชัด ลึก” ตรวจสอบคลิปดังกล่าวพบว่ามี 2 คลิป คือ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ v.1” และ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ v.2” เนื้อหาปรากฏรูปเด็กชายคนเดิมระบุว่า “ตอนเนี้ย เข้ากลุ่มพวกเราชาว 1/9 ไม่ได้เลย ทำไมหงะ ไอ้เรื่องแค่เนี้ย แล้วมัน หนักกบาลใครอะ..จุด ก็ จุดแล้ว .. มาเสือกจุดด้วยอะ และที่มาอัดคลิปลงในเฟซอย่างนี้เนื่องจากได้อารมณ์ความรู้สึกที่อยากจะพูดมากกว่า”

 

ดูเหมือนว่าสังคมโซเชียลมีเดียจะถูกอกถูกใจคลิปดังกล่าว มีการแชร์แจกจ่ายออกไปอย่างต่อเนื่องเพียงแค่ 2 วัน มีคนเข้าชมคลิปกว่า 3.8 แสนคน ขณะเดียวกันมีคนตั้งแฟนเพจ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” มากกว่า 100 แฟนเพจ มีคนเข้ามากดไลค์แต่ละแฟนเพจนับหมื่นครั้ง รวมทั้งมีเข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมดังกล่าวมากมาย เช่น “jadesadapon Jitprapai” แสดงความคิดเห็นว่า “พี่ว่าน้องไร้สาระมากเลยนะนั้น”, “Yotwarit Ponlasen” บอกว่า “ปล่อยพวกเขาโตด้วยตัวของพวกเขาเอง เราออกความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่อย่ามาว่ากันเองเลยสำหรับพวกผู้ใหญ่เดี๋ยวจะเล็กลงตามเด็กไปด้วย” ส่วน “Pongsiri Meewan” โพสต์ว่า “เรื่องเล็กๆ ของบางคน อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของใครบางคนก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปว่าเรื่องของคนอื่นไร้สาระ” เป็นต้น

 

ต่อมา “คม ชัด ลึก” ติดต่อไปยังโรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) เด็กชายในคลิปเรียนอยู่ พร้อมทั้งสอบถามคุณครูอังคณา แสบงบาล ครูที่ปรึกษา ม.1/9 ซึ่งเป็นครูตามที่คลิปอ้างถึง โดยครูอังคณายอมรับว่า เด็กชายที่อยู่ในคลิป คือ “น้องโอ๊ต” ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า PXXX อยู่ชั่น ม.1/9 เกิดความไม่พอใจที่ “น้องบอล” ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า ด.ช.ปXXX เป็นหัวหน้าห้องที่ลบเขาออกจากกลุ่ม ม.1/9 เป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กของห้อง ทั้งนี้วัตถุประสงค์การสร้างกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อกระจายข่าวสาร และทำงานโดยใช้ระบบโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน

 

“จริงๆ แล้วเรื่องไม่มีอะไรมาก ด.ช.บอล กับ ด.ช.โอ๊ต เล่นเฟซบุ๊กในกลุ่มส่วนกลางของห้อง ม.1/9 แต่ด้วยการที่ ด.ช.โอ๊ตเอาแต่พิมพ์ ดอท (จุด หรือ .) อย่างเดียวไม่แสดงความคิดเห็นอย่างอื่นเลย กว่า 100 ครั้ง ข้อมูลหรืองานก็หายไปเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ตัดสินใจให้ ด.ช.บอล ซึ่งเป็นคนดูแลกลุ่มไล่ออกจากกลุ่มชั่วคราว ก่อนที่ด.ช.โอ๊ตจะโมโห ตามประสาเด็กๆ เลยอัดคลิปและถูกแพร่กระจายออกมา” ครูอังคณากล่าว

 

ครูอังคณาบอกด้วยว่า ในกลุ่ม 1/9 ครูเป็นสมาชิกของกลุ่มด้วย เพื่อคอยดูแลพฤติกรรมเด็กๆ ว่าเขาพูดคุยอะไรกัน โดยตั้งกฎไว้ 3 ข้อ คือ ห้ามพูดคำหยาบ ห้ามโพสต์จีบเชิงชู้สาว และหากใครมีเรื่องด่วนให้ใช้โทรศัพท์แทนการโพสต์แจ้งข่าวในกลุ่มเฟซบุ๊ก ทั้งนี้ ความขัดแย้งของเด็ก 2 คนนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และครูได้เรียกเด็กทั้ง 2 คน มาพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว แต่ไม่ทราบว่าคลิปนี้ไปโพสต์ลงยูทูบได้อย่างไร โดยเด็กทั้ง 2 คน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำเพียงแต่โพสต์อยู่ในหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองเท่านั้น

 

ด้าน นายบุญชอบ สาธร ผู้อำนวยการโรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) กล่าวว่า ครูอังคณาเป็นครูที่มีความขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน สั่งงานให้นักเรียนส่งผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยให้หัวหน้าห้องเป็นผู้ดูแลกลุ่ม ประเด็นที่เด็กนักเรียนไม่เข้าใจกันเป็นเรื่องธรรมดาที่นักเรียนจำนวนมากในห้องจะต้องมีปัญหากันบ้างส่วนกรณีที่เป็นกระแสโด่งดังขึ้นมา คงจะไม่ได้มีการต่อว่าหรือเอาความผิดกับนักเรียน เพราะนักเรียนพูดแต่เพียงว่าจะไปฟ้องครูอังคณา แต่คงจะต้องเรียก ด.ช.บอล ผู้บันทึกและเผยแพร่คลิปลงในเฟซบุ๊กมาพูดคุย เพื่อชี้ให้ตระหนักถึงผลกระทบของการโพสต์ข้อความหรือคลิปต่างๆ ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อไป

 

ขณะที่ นายมนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หากย้อนกับไปในอดีต เรื่องที่เด็กทะเลาะเบาะแว้งกันมันก็มีประจำอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันโลกมันก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น ในมุมมองคิดว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ สำหรับข้อดีแยกเป็น 3 ข้อด้วยกัน 1.ปกติใครจะต่อว่าใคร ใครจะด่าใคร ก็จะทำได้อยู่แล้ว แต่นี่เขาแสดงให้กลุ่ม 1/9 รับรู้ การแบ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเล็กๆ ในสังคมฝึกหัดให้เขาเหล่านั้นดูแลกันเอง โดยมีครูที่ปรึกษากำกับอยู่อีกทีหนึ่ง 2.อยากให้ดูที่เนื้อหาของการใช้เฟซบุ๊กว่าเขาเอาสื่อดังกล่าวมาใช้ในการเรียนการสอน ตรงนี้เห็นด้วยเพราะหากไม่สอนเด็กในห้วงเวลานี้จะไปสอนช่วงไหน และ 3.พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นครูรับรู้และเรียกเด็กมาปรับความเข้าใจ ก็จะเป็นการลดปัญหา และสร้างสุขภาพจิตเด็กให้ดีขึ้นอย่างทันท่วงที

 

“ผมว่าเป็นเรื่องดี ก่อนหน้านี้พอกริ่งหมดเวลาสอน ครูกับเด็กนักเรียนก็ต่างคนต่างไป แต่นี่มีกลุ่มเฟซบุ๊ก ครูสามารถที่จะเห็นวิวัฒนาการ ความเป็นไปของเด็กๆ หลังเลิกเรียน หรือช่วงปิดเทอมเป็นเรื่องที่ดีที่น่าสนับสนุน” นายมนตรีกล่าว

 

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.สุรเดช สำราญจิตต์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า หลังจากที่ได้ดูคลิปดังกล่าวแล้วเป็นเรื่องที่เด็กพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองถูกลิดรอนไปยังผู้ที่เขาเชื่อว่าจะช่วยเหลือเขาได้ นั่นคือครูอังคณาตรงนี้ เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะมีการคลี่คลายแล้วระหว่างปัญหาของเด็กทั้ง 2 คน แต่ต้องกลับมามองให้ละเอียดว่าสื่อการเรียนการสอนประเภทนี้เหมาะกับเด็กในวัยนี้หรือยัง เราควรที่จะให้ความรู้ ความใกล้ชิดเขามากขึ้นหรือไม่

 

“เรื่องนี้เป็นคำตอบที่ชัดเจนมากว่าเด็กวัยนี้ยังไม่มีวุฒิภาวะในการใช้การสื่อสารประเภทนี้ เพราะเขาไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลตอบกลับมาหาเขาอย่างไร จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องการสื่อสารลักษณะนี้อย่างใกล้ชิด” รศ.ดร.สุรเดชแนะนำ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเรียนการสอนผ่านทางเฟซบุ๊กนั้น ก่อนหน้านี้ นายกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ ครู ค.ศ.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนนนทรีวิทยา เจ้าของรางวัลชนะเลิศ “ครูผู้นำนวัตกรรมการเรียน การสอน ระดับประเทศ : Thailand Innovative Teacher Leadership Award 2012” ในงาน พาร์ทเนอร์ส อิน เลิร์นนิ่ง ไทยแลนด์ ฟอรั่ม 2012 (Partners in Learning Thailand Forum 2012) จัดโดย สพฐ. ร่วมกับโครงการไมโครซอฟท์ พาร์ทเนอร์ส อิน เลิร์นนิ่ง (Microsoft Partners in Learning) เป็นตัวแทนครูไทยไปนำเสนอผลงานระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ “8th Partners in Learning Forum” วันที่ 18-22 มีนาคม 2555 ที่เมืองโอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

 

ทั้งนี้ ครูกอบวิทย์ อายุ 27 ปี สำเร็จการศึกษาบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 และมหาบัณฑิต สอนวิทยาศาสตร์ จาก มศว ได้แรงบันดาลใจจากการรับชมรายการ Teach and Tech ตอน “เมื่อคุณครูมี Facebook” นำมาใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดความใกล้ชิดและเข้าถึงนักเรียนได้มากขึ้น รวมทั้งตอน “สร้างการเรียนรู้ไปกับ WordPress” สร้างบล็อกส่วนตัวเรียนวิทย์ผ่านเว็บกับครูกอบวิทย์ https://teacherkobwit2010.wordpress.com เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราว สอดแทรกความรู้ ในการจัดการเรียนการสอนตามอัธยาศัย จนพัฒนาเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย

 

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและผู้ปกครองที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายการแจกแท็บเล็ต เพราะเป้าหมายของประเทศปัจจุบันคือโลกแห่งเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น เหมือนโลกที่มีการเปลี่ยนไปตลอดเวลาจากสมัยก่อนเคยใช้กระดานชนวนต่อจากนั้นมาเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนมาใช้กระดาษ ซึ่งเด็กจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีแต่อยู่ที่การดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่า

 

ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า มั่นใจว่าแม้จะมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้แก่เด็ก ป.1 ทั่วประเทศ แต่เชื่อว่าเด็กก็จะไม่นำแท็บเล็ตที่รัฐบาลแจกให้ไปทำเรื่องไร้สาระ เพราะแท็บเล็ตคือเครื่องมือการเรียนรู้ที่บรรจุเนื้อสาระที่มีคุณภาพ และการใช้แท็บเล็ตต้องอยู่ในการควบคุมของครูผู้สอน ดังนั้นอะไรที่เป็นเครื่องมือที่จะก่อให้เกิดผลด้านลบต่อเด็กครูจะต้องดูแลให้เกิดความเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องมมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และตัวครูเองต้องรู้เท่าทันเด็กด้วยเช่นกัน เพื่อควบคุมพฤติกรรมการใช้ไอทีอย่างถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 12 เมษายน 2555

แหล่งข้อมูล http://www.suthichaiyoon.com/detail/27060

 

Posted on เมษายน 14, 2012, in Uncategorized. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: