มาเสนอข่าวดาราศาสตร์ที่นักเรียนสนใจกันดีกว่า !

หลังจากที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้เริ่มเรียนเรื่อง ดาราศาสตร์กันบ้างแล้ว  ครูจึงขอมอบหมายงานชิ้นต่อไป ดังนี้ครับ

1. ให้นักเรียนสืบค้นข่าวเกี่ยวกับดาราศาสตร์  มาคนละ 1 ข่าว แล้วคัดลอกข่าวนั้นมา post comment ในบล็อกของครู พร้อมระบุ URL ของแหล่งที่มา (ข่าวต้องเป็นเรื่องไม่ซ้ำกันและย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี)

2. ให้นักเรียนอภิปรายความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับข่าวที่นำมาเสนอ ว่าน่าสนใจอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร

ส่งภายในวันที่ 15 กันยายน 2553 นี้  สงสัยสอบถามครูกอบวิทย์ได้ครับ

Posted on กรกฎาคม 22, 2010, in การสอนวิทยาศาสตร์, บทความที่น่าสนใจ, วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ม.5 ว32101. Bookmark the permalink. 66 ความเห็น.

  1. น.ส.ภควดี ภูมิ์มี ม.5/1 เลขที่ 48

    1.พบน้ำบนดาวเคราะห์น้อย
    เชื่อกันว่า น้ำบนโลกน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากวัตถุจำพวกดาวหางที่มาชนโลกในยุคตั้งต้นของระบบสุริยะ ดาวหางมีน้ำแข็งอยู่มาก เมื่อมาพุ่งชนก็เอาน้ำมาทิ้งไว้บนโลกด้วย การชนครั้งแล้วครั้งเล่าได้ทำให้โลกกลายเป็นดาวเคราะห์ที่ชุ่มฉ่ำดังเช่นปัจจุบัน
    แนวคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ดาวหางอาจไม่ใช่แหล่งน้ำเดียวของโลกก็ได้ เมื่อนักดาราศาสตร์พบว่าดาวเคราะห์น้อยก็มีน้ำแข็งได้เหมือนกัน
    ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวคือ ดาวเคราะห์น้อย 24 เทมีส (24 Themis) ดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี หมุนรอบตัวเองครบรอบใช้เวลา 8.37 ชั่วโมง นักดาราศาสตร์จากสองคณะพบว่ามีน้ำแข็งบาง ๆ ปกคลุมอยู่
    การค้นพบนี้ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้น เพราะเทมีสมีวงโคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่ร้อนพอที่จะทำให้น้ำแข็งบนดาวเคราะห์น้อยระเหยออกไปได้ แล้วเทมีสกลับมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่และคงอยู่ได้นับพันล้านปีอย่างนี้ได้อย่างไร
    นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสันนิษฐานว่า สาเหตุเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ จะต้องมีแหล่งกำเนิดน้ำแข็งอยู่ภายในดาวเคราะห์น้อยที่คอยคายน้ำออกมาเติมน้ำที่ระเหยไปอยู่เสมอ
    “ก่อนหน้านี้เคยคิดแต่ว่าดาวหางเท่านั้นที่จะนำน้ำมาที่โลกได้” แอนดรู ริฟกิน จากมหาวิทยาลัยฮอปกินส์ในลอเรลกล่าว “แต่ตอนนี้เราพบแล้วว่าการชนโดยดาวเคราะห์น้อยก็มีส่วนนำน้ำมาไว้บนโลกด้วยในปริมาณที่มีนัยสำคัญ”
    คณะของริฟกินสำรวจดาวเคราะห์น้อย 24 เทมีสมาตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2551 มีการวิเคราะห์สเปกตรัมแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ในหลายย่านความถี่เพื่อค้นหาองค์ประกอบของพื้นผิว และพบว่าสัญญาณที่สะท้อนออกมาใกล้เคียงกับน้ำแข็งบวกกับสารอินทรีย์อีกจำนวนหนึ่ง
    นอกจากงานของริฟกินแล้ว นักดาราศาสตร์อีกคณะหนึ่งที่นำโดย ฮับเบอร์โต แคมปินส์ จากมหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดา ก็ได้ทดลองเรื่องเดียวกันด้วยวิธีต่างกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำงานร่วมกัน แต่ก็ยังได้ผลสรุปแบบเดียวกัน
    นอกจากจะพบว่ามีน้ำแข็งอยู่บนดาวเคราะห์น้อยแล้ว ยังพบว่าน้ำแข็งนั้นกระจายอยู่ทั่วทั้งดวงอย่างสม่ำเสมออีกด้วย
    อย่างไรก็ตาม แม้จะพบสารอินทรีและน้ำ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต แต่ปัจจัยอื่นบนดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลว ไม่มีบรรยากาศ และมีรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เข้มข้น ล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

    ที่มา
    ===> http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=38 <===

    2.ความคิดเห็น
    ดาวหางอาจไม่ใช่แหล่งน้ำเดียวของโลกก็ได้าดาวเคราะห์น้อยก็มีน้ำแข็งได้เหมือนกัน

  2. นางสาว นันทิกา ใจธรรม

    1. นักดาราศาสตร์พบแสงวาบรังสีแกมมาใหม่ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยตรวจวัดได้
    แสงวาบรังสีแกมมาเป็นการปะทุสั้น ๆ ของรังสีพลังงานสูงมาก โดยเฉลี่ยเกิดขึ้นวันละครั้ง การปะทุจะเริ่มจากรังสีแกมมาแล้วจางหายไปพร้อมกับตามมาด้วยแสงเรืองค้างของรังสีในย่านความถี่ที่พลังงานน้อยถัดลงมาเรื่อย ๆ เช่นอัลตราไวโอเลต แสงขาว และอินฟราเรด
    หอสังเกตการณ์อวกาศสวิฟต์ มีกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์อยู่กล้องหนึ่ง ประจำการตั้งแต่ปี 2548 มีหน้าที่เฉพาะในการสังเกตการณ์และวัดความสว่างของแสงวาบรังสีแกมมาโดยเฉพาะ
    เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน แสงวาบรังสีแกมมาหนึ่ง ชื่อว่า จีอาร์บี 100621 เอ (GRB 100621A) ได้เดินทางผ่านอวกาศมาเป็นเวลาถึงราวห้าพันล้านปีมาถึงโลกและตรวจจับได้โดยกล้องของสวิฟต์ แม้กล้องสวิฟต์จะออกแบบมาเพื่อรับมือกับรังสีพลังงานสูงโดยเฉพาะ แต่ผู้ออกแบบกล้องสวิฟต์ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีแสงวาบเข้มข้นระดับนี้อยู่ ผลก็คือแสงวาบนั้นถึงกับทำให้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลของกล้องรังสีเอกซ์ของสวิฟต์ต้องปิดตัวเองไป
    “มีโฟตอนพุ่งเข้าใส่ตัวตรวจจับของกล้องมากเกินไปจนนับไม่ทัน มันเหมือนกับเอามาตรวัดน้ำฝนไปวัดอัตราไหลของคลื่นสึนามิ” ฟิล อีวานส์ นักวิทยาศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ในสหราชอาณาจักร หนึ่งในผู้เขียนซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลของหอสังเกตการณ์สวิฟต์เปรียบเทียบ
    อย่างไรก็ตามนักวิจัยยังคงวัดความสว่างของแสงวาบรังสีแกมมานี้ได้ ด้วยการวัดโฟตอนในตำแหน่งที่ห่างจากศูนย์กลางของแสงวาบออกมา เนื่องจากที่ศูนย์กลางของแสงวาบสว่างเกินไปที่จะวัด ด้วยเทคนิคนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงทราบว่า จีอาร์บี 100621 เอ สว่างกว่าแสงวาบรังสีแกมมาทั่วไปถึง 168 เท่า และสว่างกว่าแสงวาบที่สว่างที่สุดก่อนหน้านี้ถึงห้าเท่า
    ไบรอัน ชมิดท์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียในแคนเบอร์รา เชื่อว่า การค้นพบจีอาร์บี 100621 เอ ได้ขยายขอบเขตจินตนาการของนักดาราศาสตร์เกี่ยวกับความแรงที่เป็นไปได้ของดาวระเบิดออกไปอีกมาก และถึงกับกล่าวว่า นี่เป็นการระเบิดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยพบเห็นเลยทีเดียว
    ชมิดท์ยังกล่าวอีกว่า งานส่วนที่สำคัญที่สุดยังมาไม่ถึง นักดาราศาสตร์ยังจะต้องประเมินหาขนาดของดาวที่เป็นต้นกำเนิดของการระเบิดนี้ด้วย ลองคิดถึงความรุนแรงของการระเบิดของมันแล้ว แทบจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าดาวที่เป็นต้นกำเนิดของมันจะใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน

    2. ทำให้นักวิทยาศาตรืได้ศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับระบบสุริยะของเรา
    เพื่อที่จะได้นำมาประยุกต์ปัจจุบัน

  3. นางสาวมาริสา แช่มไพโรจน์

    ห้วงอวกาศและจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ยังมีมิติลี้ลับมหัศจรรย์อีกมากมายรอให้ “มนุษย์” สำรวจ หนึ่งในศาสตร์แห่งการไขปริศนาจักรวาลก็คือ การใช้เทคโนโลยี “กล้องโทรทรรศน์” ทั้งบนพื้นโลกและส่งไปโคจรในอวกาศค้นหาคำตอบ ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมามีภาพดาราศาสตร์สุดสวยงามตระการตาและโดดเด่น ดังนี้!
    1. ก่อร่างสร้างดาว

    ภาพจากกลุ่มเนบิวลา หรือ กลุ่มก๊าซและฝุ่นผงในอวกาศ มีชื่อว่า “30 โดเรดัส เนบิลวา” ภายในกำลังเกิดการก่อตัวของดาว “อาร์136″ (กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล)

    2. เนบิวลา”ไอริส”

    พื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกลุ่มเนบิวลา “ไอริส” มองดูเหมือนภาพผ้าไหมนุ่มละมุน ประดับประดาด้วยประกายแสงสว่างจากอัญมณี (กล้องฮับเบิล)
    3. สีสันหมู่ดาว

    สีสันความเคลื่อนไหวในหมู่ดาว “แคสซิโอเปีย” โดยกลุ่มก๊าซในภาพนี้เรียกว่า กลุ่ม “ไอซี 1795” ห่างจากโลก 6,000 ปีแสง (กล้องฮับเบิล)
    4. แมงกะพรุนเรืองแสง

    กาแลกซี หรือ ดาราจักร “คาร์ทวีล” ดูคล้ายแมงกะพรุนเรืองแสงลอยอยู่ในจักรวาล ภาพๆ นี้ได้จากการนำภาพจากกล้องฮับเบิล กกล้องโทรทรรศน์สปิตเซอร์ กล้องจันทราเอ็กซ์เรย์ มาประกอบเข้าด้วยกัน
    5. ผีเสื้ออวกาศ

    กล้องฮับเบิลบันทึกภาพวัตถุในอวกาศ มีลักษณะเหมือนกับผีเสื้อกำลังกระพือปีกโผบิน (กล้องฮับเบิล)

    6. “ปู”ทรงพลัง

    เนบิวลา รหัส “เอ็ม 1” หรือ “แคร็บ เนบิวลา” ซึ่งแปลว่า “เนบิวลารูปปู” ภายในมีพลังงานอัดแน่นสูงพอๆ กับพลังงานจากดวงอาทิตย์ 100,000 ดวงรวมกัน (กล้องจันทรา)

    7. แรงระเบิด

    ภาพการระเบิดพุ่งพล่านภายในกลุ่มก๊าซ “คารินาเนบิวลา” (กล้องฮับเบิล)

    8. ดาวร้อนแรง

    แสงเปล่งประกายออกมาจากกลุ่มเนบิวลา “เอ็นจีซี 6164” ภายในมีดาวกลุ่ม “โอ” (O-type Star) ตั้งอยู่ โดยมีมวลและความร้อนสูงมากกว่าดาวอาทิตย์ประมาณ 40 เท่า และคาดว่าดาวดวงนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 3-4 ล้านปี

    9. “ดาราจักร”ประสานงา

    กล้องฮับเบิลและกล้องสปิตเซอร์จับภาพจังหวะกาแล็กซี่ หรือ ดาราจักร 2 แห่งเคลื่อนเข้าชนกัน นักดาราศาสตร์เรียกพื้นที่ในจักรวาลตรงจุดนี้ว่า “เอ็นจีซี 6240”

    10. กาแล็กซี่คู่หู

    ความงามของกาแล็กซี่ หรือ ดาราจักร 2 แห่งที่อยู่เคียงคู่กัน นั่นคือ “เอ็นจีซี 5194” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และ “เอ็นจีซี 5195” ดูเผิน ๆ อาจเหมือนอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ความจริงแล้วศูนย์กลางดาราจักรทั้ง 2 แห่งนี้ห่างกันราว ๆ 31 ล้านปีแสง

    http://hilight.kapook.com/view/44978

  4. นางสาวนันทิชา พ้นพูล ม5/1 เลขที่ 39

    ดาวเคราะห์วงโคจรประหลาดอีกแล้ว*****************

    ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์และมีระนาบใกล้เคียงกัน เป็นที่มาของ “สมมุติฐานเนบิวลา” ซึ่งเป็นแนวคิดที่กล่าวว่าดาวเคราะห์เกิดขึ้นจากจานฝุ่นที่หมุนวนรอบดวงอาทิตย์ที่เพิ่งเกิดใหม่

    ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงเชื่อว่า ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นก็น่าจะมีต้นกำเนิดไม่ต่างกัน อาจจะเล็กใหญ่อย่างไรก็ควรมีลักษณะการโคจรแบบเดียวกัน

    แต่เมื่อไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์สองคณะจากญี่ปุ่นและอเมริกา ได้พบว่าดาวเคราะห์ดวงหนึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์กลับด้าน หรือยิ่งกว่านั้น โคจรในแนวเกือบตั้งฉากกับระนาบศูนย์สูตรของดาวฤกษ์

    การโคจรในลักษณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการของนักดาราศาสตร์ เพราะแบบจำลองการเกิดระบบสุริยะเคยแสดงว่าระบบสุริยะแบบนี้เกิดขึ้นได้หากมีดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งหรือดาวเคราะห์ดวงอื่นมารบกวนวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงนี้ให้หลุดจากวงโคจรเดิม แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ได้เห็นของจริง

    ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่า เอชเอที-พี-7 บี (HAT-P-7b) อยู่ห่างออกไปราว 1,000 ปีแสง มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดี 1.8 เท่า ส่วนดาวฤกษ์มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 1.5 เท่า ในจำนวนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นที่พบแล้วกว่า 400 ดวง มีเพียงสามดวงเท่านั้นที่มีวงโคจรไม่อยู่ในแนวเดียวกับการหมุนรอบตัวเองของดาวฤกษ์ แต่ไม่มีดวงไหนเลยที่มีวงโคจรเบี่ยงเบนไปมากอย่างดวงนี้
    ************************************************************
    มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดาวเคราะห์จะมีการโคจรแตกต่างจากดวงอื่นเพราะดาวเคราะห์แต่ละดวงย่อมมีการโคจรของในแบบของตนเอง
    ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจเป็นการบ่งบอกว่าโลกของเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก็ได้
    ************************************************************
    ปล.
    ขอโทดด้วยนะค่ะที่หนูเข้ามาตอบช้า(มาก)เพราะบ้านหนูไม่มีเน็ต
    ************************************************************

  5. นางสาว ชลิตา ภูเวียง ม.5/1 เลขที44

    ……….พบดาวแคระน้ำตาลโคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์……….

    เบท บิลเลอร์, ไมเคิล หลิว จากมหาวิทยาลัยฮาวาย แลร์ด โคลส, เอริก นีลเซน, จาเรด เมลส์ และแอนดี สกีเมอร์ จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้ค้นพบดาวแคระน้ำตาลดวงใหม่ โดยใช้กล้อง นิซี (NICI–Near-Infrared Coronagraphic Imager) ที่อยู่บนกล้องเจมิไนเหนือขนาด 8 เมตรที่อยู่ในชิลี
    การค้นพบและถ่ายภาพดาวแคระน้ำตาลได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับปัจจุบัน แต่การค้นพบครั้งนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่ระยะห่างระหว่างดาวแคระน้ำตาลกับดาวฤกษ์สหายที่ใกล้มากเพียง 18 หน่วยดาราศาสตร์เท่านั้น ระยะทางนี้ใกล้เคียงกับวงโคจรของดาวยูเรนัส (1 หน่วยดาราศาสตร์คือระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ หรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร) ดาวแคระน้ำตาลที่มีดาวสหายเป็นดาวฤกษ์ที่มีการค้นพบก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่อยู่ห่างกันเกิน 50 หน่วยดาราศาสตร์ หรือห่างกว่าระยะห่างระหว่างดาวพลูโตถึงดวงอาทิตย์เสียอีก
    ดาวแคระน้ำตาลดวงนี้มีชื่อว่า พีแซด เทล บี (PZ Tel B) มีมวล 36 เท่าของดาวพฤหัสบดี ส่วนดาวฤกษ์สหายชื่อ พีแซด เทล เอ (PZ Tel A)
    นอกจากระยะห่างที่แคบมากแล้ว ยังพบว่า พีแซตเทลบี กำลังเคลื่อนที่ถอยห่างจากดาวสหายอย่างรวดเร็วอีกด้วย จากการเปรียบเทียบกับภาพถ่ายที่ถ่ายไว้เมื่อเจ็ดปีก่อน พบว่าขณะนั้นดาวพีแซตเทลบียังจมอยู่ในแสงจ้าของดาวฤกษ์อยู่ นั่นแสดงว่าดาวแคระน้ำตาลดวงนี้มีวงโคจรรีมาก
    ดาวพีแซตเทลเอ เป็นดาวฤกษ์แบบดวงอาทิตย์วัยรุ่น มีอายุเพียง 12 ล้านปี ความจริงดาวดวงนี้อายุน้อยมากจนถือว่ายังอยู่ในช่วงที่มีฝุ่นหนาแน่นห่อหุ้มอยู่ ซึ่งอาจถูกกวาดเซาะโดยแรงโน้มถ่วงจากดาวแคระน้ำตาลที่โคจรรอบอยู่ได้
    ระบบดาวพีแซดเทลมีความสำคัญต่อนักดาราศาสตร์มาก ในฐานะของเป็นห้องทดลองที่ใช้ศึกษาการกำเนิดของระบบสุริยะระยะต้น
    เนื่องจากดาวทั้งคู่อยู่ชิดกันมาก การถ่ายภาพดาวระบบนี้จะต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อจะให้เห็นเป็นภาพจุดดาวแยกกัน ดาวพีแซดเทลบีกับพีแซดเทลเอมีระยะห่างเชิงมุมเพียง 0.33 พิลิปดาเท่านั้น หรือเทียบเท่ากับขนาดเหรียญบาทที่อยู่ห่างออกไป 11 กิโลเมตร การจะถ่ายภาพที่ใกล้ขนาดนี้ นักดาราศาสตร์คณะนี้ต้องใช้กล้องนีซี (Near-Infrared Coronagraphic Imager) ซึ่งเป็นระบบถ่ายภาพที่ออกแบบมาสำหรับถ่ายภาพดาวแคระน้ำตาลและดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นโดยเฉพาะ กล้องนี้สามารถถ่ายภาพดาวสหายที่มีแสงจางกว่าดาวฤกษ์แม่มากถึงหนึ่งล้านเท่าที่อยู่ห่างกันเพียง 1 พิลิปดาได้

    ที่มา
    http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=49
    ……………………………………………………………………………………….

    …..ความคิดเห็น…..

    ควรทำการสำรวจอย่างละเอียด เพื่อศึกษาต่อ อาจจะค้นพบอะไรที่น่าสนใจ

  6. นาย อานันท์ บุตรรัตน์ 5/. เลขที่ 13

    สำรวจดาวฤกษ์วงแหวนสามชั้น
    ดาวเอปไซลอนแม่น้ำ (Epsilon Eridani) เป็นดาวฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์คุ้นเคยดี เนื่องจากอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เพียง 10.5 ปีแสง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จัดเป็นดาวฤกษ์ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเป็นอันดับที่ 9

    นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจดาวดวงนี้เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายดวงอาทิตย์ ดาวเอปไซลอนแม่น้ำเล็กกว่า มวลต่ำกว่า และอุณหภูมิต่ำกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย คาดว่ามีอายุประมาณ 850 ล้านปี และที่สำคัญ มีระบบดาวเคราะห์เป็นบริวารด้วย นั่นคือมีระบบสุริยะเป็นของตัวเอง

    การที่ดาวเอปไซลอนแม่น้ำมีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์และมีอายุน้อยกว่าดวงอาทิตย ์ทำให้การศึกษาดาวดวงนี้เปรียบเหมือนกับการมองย้อนไปยังอดีตของดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาต้นกำเนิดและวิวัฒนาการช่วงต้นของระบบสุริยะของเราได้จากการศึกษาดาวเอปไซลอนแม่น้ำนี้

    รายงานล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซาเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ระบุว่านักดาราศาสตร์เพิ่งพบความคล้ายดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือพบว่าดาวดวงนี้มีแถบดาวเคราะห์น้อยล้อมรอบด้วย มีระยะวงโคจรห่างจากดาวแม่เท่ากับแถบดาวเคราะห์น้อยของดวงอาทิตย์พอดี

    ระบบสุริยะของเราก็มีแถบดาวเคราะห์น้อยคั่นอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ประกอบด้วยดาวเคราะห์น้อยจำนวนนับล้าน มวลรวมของดาวเคราะห์น้อยในแถบนี้มีประมาณ 1/20 เท่าของดวงจันทร์โลก

    สปิตเซอร์ไมได้พบแถบดาวเคราะห์น้อยแค่แถบเดียว แต่พบถึงสองแถบ แถบดาวเคราะห์น้อยแถบที่สองอยู่ที่ระยะของวงโคจรของดาวยูเรนัส มีมวลรวมใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก

    เท่านั้นยังไม่พอ สปิตเซอร์ยังพบสิ่งคล้ายแถบดาวเคราะห์น้อยอีกแถบหนึ่งแต่ประกอบด้วยวัตถุจำพวกน้ำแข็งอยู่ที่ระยะ 35-100 หน่วยดาราศาสตร์จากดาวแม่ แถบวัตถุน้ำแข็งนี้คล้ายกับแถบไคเปอร์ของระบบสุริยะของเรา แต่แถบนอกของเอปไซลอนแม่น้ำมีมวลรวมของวัตถุมากกว่าแถบไคเปอร์ของเราถึง 100 เท่า

    นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังมีอายุได้ 850 ล้านปี แถบไคเปอร์ของดวงอาทิตย์ก็ไม่ต่างจากแถบนอกของเอปไซลอนแม่น้ำนี้ ต่อมาวัตถุในแถบไคเปอร์บางส่วนก็กระเด็นออกไป บางส่วนก็หลุดเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน ทำให้เกิดยุคชนกระหน่ำยุคหลัง ซึ่งได้ที่ทิ้งหลักฐานไว้อย่างชัดเจนบนพื้นผิวของดวงจันทร์ เชื่อว่าอนาคตอันใกล้ของดาวเอปไซลอนแม่น้ำก็คงเกิดเหตุการณ์ที่ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน

    ดาวเอปไซลอนแม่น้ำจึงเป็นดาวฤกษ์ที่มีวงแหวนถึงสามวง ช่องว่างระหว่างวงแหวนเป็นหลักฐานที่ดีเยี่ยมที่แสดงถึงการกวาดเซาะโดยดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ดวงจันทร์ของดาวเสาร์กระทำต่อวงแหวนดาวเสาร์

    ข้อมูลจากสปิตเซอร์นี้แสดงว่าต้องมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีวงโคจรใกล้กับวงแหวนชั้นในสุด ซึ่งเป็นเรื่องเหมาะเจาะอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2543 ได้มีการศึกษาการเคลื่อนที่ตามแนวเล็งของเอปไซลอนแม่น้ำและพบหลักฐานว่าดาวดวงนี้มีดาวเคราะห์อยู่ที่ตำแหน่งเดียวกัน

    แต่ในความสอดคล้องนี้ก็มีความขัดแย้งตามมาด้วย การศึกษาในคราวนั้นชี้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีวงโคจรรีมาก มีความรีประมาณ 0.7 แต่การสำรวจล่าสุดนี้กลับให้ผลไม่สอดคล้องกัน เพราะหากมีดาวเคราะห์โคจรแบบรีนั้นที่ตำแหน่งดังกล่าวจริง สนามความโน้มถ่วงของมันย่อมไปปั่นป่วนวงแหวนวงในจนสลายไปนานแล้ว

    ดาวเคราะห์ดวงที่สองโคจรอยู่ใกล้วงแหวนวงกลาง และดาวเคราะห์ดวงที่สามอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ 35 หน่วยดาราศาสตร์ ใกล้กับขอบด้านในของแถบไคเปอร์ของเอปไซลอนแม่น้ำ

    ที่มา
    http://thaiastro.nectec.or.th/news/2008/news20081102.html
    …………………………………………………..
    ความคิดเห็น
    เป็นไปได้ว่าการสำรวจในอนาคตอาจก้าวหน้าถึงขั้นตรวจพบดาวเคราะห์ที่ยังมองไม่เห็นของเอปไซลอนแม่น้ำได้โดยตรง และอาจถึงขั้นตรวจพบดาวเคราะห์หินที่โคจรอยู่ในวงแหวนชั้นในได้เลยก็เป็นได้ “ซึ่งก็ต้องสำรวจกันต่อไป”

  7. นาย อานันท์ บุตรรัตน์ ม.5/1 เลขที่ 13

    สำรวจดาวฤกษ์วงแหวนสามชั้น
    ดาวเอปไซลอนแม่น้ำ (Epsilon Eridani) เป็นดาวฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์คุ้นเคยดี เนื่องจากอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เพียง 10.5 ปีแสง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จัดเป็นดาวฤกษ์ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเป็นอันดับที่ 9

    นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจดาวดวงนี้เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายดวงอาทิตย์ ดาวเอปไซลอนแม่น้ำเล็กกว่า มวลต่ำกว่า และอุณหภูมิต่ำกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย คาดว่ามีอายุประมาณ 850 ล้านปี และที่สำคัญ มีระบบดาวเคราะห์เป็นบริวารด้วย นั่นคือมีระบบสุริยะเป็นของตัวเอง

    การที่ดาวเอปไซลอนแม่น้ำมีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์และมีอายุน้อยกว่าดวงอาทิตย ์ทำให้การศึกษาดาวดวงนี้เปรียบเหมือนกับการมองย้อนไปยังอดีตของดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาต้นกำเนิดและวิวัฒนาการช่วงต้นของระบบสุริยะของเราได้จากการศึกษาดาวเอปไซลอนแม่น้ำนี้

    รายงานล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซาเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ระบุว่านักดาราศาสตร์เพิ่งพบความคล้ายดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือพบว่าดาวดวงนี้มีแถบดาวเคราะห์น้อยล้อมรอบด้วย มีระยะวงโคจรห่างจากดาวแม่เท่ากับแถบดาวเคราะห์น้อยของดวงอาทิตย์พอดี

    ระบบสุริยะของเราก็มีแถบดาวเคราะห์น้อยคั่นอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ประกอบด้วยดาวเคราะห์น้อยจำนวนนับล้าน มวลรวมของดาวเคราะห์น้อยในแถบนี้มีประมาณ 1/20 เท่าของดวงจันทร์โลก

    สปิตเซอร์ไมได้พบแถบดาวเคราะห์น้อยแค่แถบเดียว แต่พบถึงสองแถบ แถบดาวเคราะห์น้อยแถบที่สองอยู่ที่ระยะของวงโคจรของดาวยูเรนัส มีมวลรวมใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก

    เท่านั้นยังไม่พอ สปิตเซอร์ยังพบสิ่งคล้ายแถบดาวเคราะห์น้อยอีกแถบหนึ่งแต่ประกอบด้วยวัตถุจำพวกน้ำแข็งอยู่ที่ระยะ 35-100 หน่วยดาราศาสตร์จากดาวแม่ แถบวัตถุน้ำแข็งนี้คล้ายกับแถบไคเปอร์ของระบบสุริยะของเรา แต่แถบนอกของเอปไซลอนแม่น้ำมีมวลรวมของวัตถุมากกว่าแถบไคเปอร์ของเราถึง 100 เท่า

    นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังมีอายุได้ 850 ล้านปี แถบไคเปอร์ของดวงอาทิตย์ก็ไม่ต่างจากแถบนอกของเอปไซลอนแม่น้ำนี้ ต่อมาวัตถุในแถบไคเปอร์บางส่วนก็กระเด็นออกไป บางส่วนก็หลุดเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน ทำให้เกิดยุคชนกระหน่ำยุคหลัง ซึ่งได้ที่ทิ้งหลักฐานไว้อย่างชัดเจนบนพื้นผิวของดวงจันทร์ เชื่อว่าอนาคตอันใกล้ของดาวเอปไซลอนแม่น้ำก็คงเกิดเหตุการณ์ที่ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน

    ดาวเอปไซลอนแม่น้ำจึงเป็นดาวฤกษ์ที่มีวงแหวนถึงสามวง ช่องว่างระหว่างวงแหวนเป็นหลักฐานที่ดีเยี่ยมที่แสดงถึงการกวาดเซาะโดยดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ดวงจันทร์ของดาวเสาร์กระทำต่อวงแหวนดาวเสาร์

    ข้อมูลจากสปิตเซอร์นี้แสดงว่าต้องมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีวงโคจรใกล้กับวงแหวนชั้นในสุด ซึ่งเป็นเรื่องเหมาะเจาะอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2543 ได้มีการศึกษาการเคลื่อนที่ตามแนวเล็งของเอปไซลอนแม่น้ำและพบหลักฐานว่าดาวดวงนี้มีดาวเคราะห์อยู่ที่ตำแหน่งเดียวกัน

    แต่ในความสอดคล้องนี้ก็มีความขัดแย้งตามมาด้วย การศึกษาในคราวนั้นชี้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีวงโคจรรีมาก มีความรีประมาณ 0.7 แต่การสำรวจล่าสุดนี้กลับให้ผลไม่สอดคล้องกัน เพราะหากมีดาวเคราะห์โคจรแบบรีนั้นที่ตำแหน่งดังกล่าวจริง สนามความโน้มถ่วงของมันย่อมไปปั่นป่วนวงแหวนวงในจนสลายไปนานแล้ว

    ดาวเคราะห์ดวงที่สองโคจรอยู่ใกล้วงแหวนวงกลาง และดาวเคราะห์ดวงที่สามอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ 35 หน่วยดาราศาสตร์ ใกล้กับขอบด้านในของแถบไคเปอร์ของเอปไซลอนแม่น้ำ

    ที่มา
    http://thaiastro.nectec.or.th/news/2008/news20081102.html
    …………………………………………………..
    ความคิดเห็น
    เป็นไปได้ว่าการสำรวจในอนาคตอาจก้าวหน้าถึงขั้นตรวจพบดาวเคราะห์ที่ยังมองไม่เห็นของเอปไซลอนแม่น้ำได้โดยตรง และอาจถึงขั้นตรวจพบดาวเคราะห์หินที่โคจรอยู่ในวงแหวนชั้นในได้เลยก็เป็นได้ “ซึ่งก็ต้องสำรวจกันต่อไป”
    ……………………………………………………………

  8. รัตษพร รักษาพงศ์

    พบดาวเคราะห์ใหม่ ชื่อสุดเซ็กซี่
    เมื่อเดือนที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์จากคาลเทคได้รายงานว่า ค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นดวงใหม่ 4 ดวง ในจำนวนนี้ เป็นบริวารของดาวเอชดี 200964 สองดวง และเป็นบริวารของดาว 24 เซกซ์แทนต์อีกสองดวง
    ดาวเอชดี 200964 เป็นดาวฤกษ์อายุมากใกล้สิ้นอายุขัย อยู่ห่างจากโลก 223 ปีแสง ดาวเคราะห์สองดวงของดาวดวงนี้เป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีทั้งคู่ โคจรอยู่ห่างกันแค่ 52.3 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้กันมากที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบเห็น ลองเปรียบเทียบกับดาวยักษ์คู่ระบบสุริยะของเรา ดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์ อยู่ห่างกัน 531 ล้านกิโลเมตร
    เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยคิดว่าจะได้พบเห็น เพราะดาวเคราะห์ยักษ์ที่อยู่ใกล้กันมากเช่นนี้ มีโอกาสที่จะทำลายกันเองได้ง่ายหากโคจรผิดจังหวะ จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าดาวเคราะห์คู่นี้รอดมาได้อย่างไรถึงปัจจุบัน
    เนื่องจากดาวเคราะห์ทั้งสองเป็นดาวเคราะห์ใหญ่มาก และอยู่ใกล้กันมาก อิทธิพลด้านแรงดึงดูดที่มีต่อกันจึงสูงมาก เช่นกรณีของดาวเคราะห์แก๊สคู่นี้ ออกแรงดึงดูดกันแรงกว่าที่โลกดึงดูดดวงจันทร์ถึง 700 เท่า
    ส่วนดาวเคราะห์อีกคู่หนึ่งก็โคจรอยู่ใกล้กันมากเช่นกันที่ระยะ 112.6 ล้านกิโลเมตร แต่ดาวคู่นี้ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจมากกว่า โดยเฉพาะต่อสื่อหรือบุคคลนอกวงการดาราศาสตร์ นั่นเพราะชื่อที่แสนสะดุดหูนั่นเอง
    ดาวเคราะห์สองดวงนี้ โคจรรอบดาวฤกษ์ที่ชื่อ 24 เซกซ์แทนต์ ซึ่งหมายถึงเป็นดาวฤกษ์ลำดับที่ 24 ในกลุ่มดาวเซกซ์แทนต์ ดาวดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 244 ปีแสง
    ตามธรรมเนียมทั่วไปการตั้งชื่อดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น จะใช้ชื่อของดาวฤกษ์แม่นั้นขึ้นต้น แล้วต่อท้ายด้วยอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กหนึ่งตัว เริ่มตั้งแต่ตัวบี (b) ดวงแรกที่ค้นพบ ก็จะได้ตัวบี (b) ดวงที่สองก็ใช้ตัวซี (c) เช่นนี้เรื่อยไป ส่วนอักษรเอ (a) สงวนไว้สำหรับเรียกดาวฤกษ์แม่เอง
    ในกรณีบริวารสองดวงของดาว 24 เซกซ์แทนต์ จึงได้ชื่อว่า 24 เซกซ์แทนต์บี (24 Sextantis b) และ 24 เซกซ์แทนต์ซี (24 Sextantis c) ซึ่งเขียนย่อได้เป็น 24 เซกซ์บี (24 Sex b) กับ 24 เซกซ์ซี (24 Sex c) ซึ่งนี่ก็คือที่มาของชื่อชวนสะดุดหูของดาวเคราะห์ดวงนี้นั่นเอง
    ที่มา:
    •”Sex c” New Planet Discovered – nationalgeographic.com
    •Caltech Astronomer Finds Planets in Unusually Intimate Dance around Dying Star – http://www.caltech.edu

  9. รัตษพร รักษาพงศ์

    เมื่อกี้ของ น.ส.รัตษพร รักษาพงศ์ เลขที่ 45 ชั้นม. 5/1 ค่ะ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: