Category Archives: Uncategorized

อนิจจาสงกรานต์ไทย ประเพณีที่เพี้ยนไปในสังคม

อนิจจาสังคมไทยสมัยนี้             ประเพณีสงกรานต์เปลี่ยนแปรผัน

จากดีงามอย่างไทยรดน้ำกัน        เป็นสาดน้ำอย่างเมามันแดนซ์กระจาย

นุ่งน้อยห่มน้อยอ่อยไปทั่ว           ประแป้งกันถึงเนื้อตัวเหมือนใจง่าย

พรอดรักกันชุ่มฉ่ำทั้งหญิงชาย           ดื่มสุราเมามายตายกันไป

เป็นเวทีแจ้งเกิดโคโยตี้                      เด็กเดี๋ยวนี้ไม่กี่ปีก็ร่อนได้

ก็หนูเห็น “จ๊ะคันหู” แรงได้ใจ     แล้วทำไมหนูซ้อมไว้อย่าได้แคร์

หากนี่คือ อนาคตของชาติไทย     แล้วต่อไปคงชิพหายโดยแน่แท้

มิใช่ใครเพราะผู้ใหญ่ที่รังแก        จะเอาแต่ผลประโยชน์จากเด็กไทย

เป็นตัวอย่างที่เห็นถึงผลของสื่อ     นี่นั่นหรือเห็นว่าดีกันใช่ไหม

พ่อแม่เห็นใครใครเห็นก็ปล่อยไป          แถมยังดูอย่างชอบใจสะใจกู

ขอสะท้อนสังคมไทยในตอนนี้     จากคนที่เฝ้าสั่งสอนเด็กไทยอยู่

ในฐานะเป็นคนไทยและเป็นครู   แสนหดหู่ แสนเป็นห่วง กังวลใจ

ขอผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโปรดแลเห็น   แก้ปัญหาตรงประเด็นจะได้ไหม

วอนทุกคนโปรดช่วยกันร่วมแรงใจ    ดำรงไว้ซึ่งชาติไทยสืบไปเอย…..

กอบวิทย์   พิริยะวัฒน์

18 เมษายน 2555

กรณีศึกษาของ Social Media กับที่มาวลีฮิต..”เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่”

 

วลีฮิตข้ามคืน “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” คลิป ม.1 ตัดพ้อ-ขู่เพื่อนไล่พ้นกลุ่ม 1/9 คนเข้าชมร่วม 4 แสนครั้ง “ครูอังคณา” เผยเรียก 2 ด.ช.คู่กรณี มาทำความเข้าใจกันแล้ว นักวิชาการชี้แค่เด็กเรียกร้องสิทธิ์ที่ถูกลิดรอนเป็นเรื่องธรรมดา แค่ชั่วข้ามคืนวลีที่ว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” กลายเป็นคำฮิตในโซเชียลมีเดีย หลังการเผยแพร่ผคลิปวิดีโอผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ เนื้อหาเป็นการบอกเล่าของเด็กชายชั้น ม.1 แสดงท่าทีขึงขัง โกรธเคืองเพื่อนร่วมชั้น และขู่ว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูคลิปดังกล่าวกว่า 3.8 แสนครั้ง ไม่รวมคลิปอื่นที่มีผู้ทำขึ้นมาอีกหลายเวอร์ชั่น ถือว่าฮอตแซงหน้าคำว่า “ธนูปักเขา” หรือ “เอาอยู่” ไปแล้ว

คลิป เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ที่เป็นที่โด่งดังในโลก Social Media

คลิปชี้แจงของครูอังคณา

 

ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดโฮมเพจ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” ทางเว็บไซต์ยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก ในช่วงเย็นวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีคนกดไลค์ประมาณ 800 คน ล่าสุดช่วงเย็นวันที่ 10 เมษายน มีคนกดไลค์จำนวน 27,908 คน

 

กระทั่งคนดังอย่าง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แลหลาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังโหนกระแสโพสต์เฟซบุ๊ก “Oak Panthongtae Shinawatra” ชี้แจงกเรื่องที่มีการเผยแพร่ภาพถ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กดโทรศัพท์ระหว่างยืนในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า “เหตุเกิดจากในงานพระราชพิธีเพลิงพระศพเมื่อวานนี้ครับ เป็นภาพท่านนายกที่กำลังถือโทรศัพท์อยู่ในงาน ผมเองเห็นภาพครั้งแรกยังแอบสงสัยเลยโทรไปสอบถามเรื่องราวทันที ได้คำตอบว่าท่านนายกกำลังปิดโทรศัพท์ก่อนเริ่มงานพิธีครับ ตลกดีนะครับ คนเราช่างว่างจับผิดกันจัง แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์คิดได้ เพราะภาพตอนแรกที่ออกมามีแค่ภาพท่านนายกถือโทรศัพท์ ไม่ได้มีภาพในมุมกว้างออกมาด้วย จึงง่ายต่อการเข้าใจผิดกัน หรือว่าจะให้เรื่องนี้ถึงครูอังคณาครับ”

 

กระแสนิยมใช้คำว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” เคลื่อนผ่านจากสังคมอินเทอร์เน็ตมาสู่การใช้ถ้อยคำดังกล่าวตอบโต้กันในชีวิตประจำวัน ทำให้หลายคนถึงกับงง อึ้ง เพราะไม่รู้ถึงนัย หรือการสื่อความหมาย ดังนี้ “คม ชัด ลึก” จึงแกะรอยต้นธารของคำฮิต “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” พบว่าจุดเริ่มต้นมาจากสมาชิกชื่อ “Chintakoza” โพสต์คลิปในเว็บไซต์ยูทูบหัวเรื่อง “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา ปรากฏภาพเด็กชายคนหนึ่ง อัดคลิปส่งข้อความไปถึงเพื่อนชื่อ “บอล” ที่ขับไล่เขาออกจากกลุ่ม 1/9 ด้วยน้ำเสียงเจืออารมณ์โกรธว่า “คิดได้เนาะ ให้ทุกคนไล่ออกจากกลุ่ม 1/9 ก็เพราะเรื่องกะโหลกกะลาแค่นี้เองเหรอ ทำไมอ่ะ เห้อ ทำไมต้องไล่ออกด้วย…ก่อนที่จะส่งท้ายข้อความข่มขู่ว่า…ถ้าไม่เอากูเข้ากลุ่ม 1/9 เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่”

 

“คม ชัด ลึก” ตรวจสอบคลิปดังกล่าวพบว่ามี 2 คลิป คือ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ v.1″ และ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ v.2″ เนื้อหาปรากฏรูปเด็กชายคนเดิมระบุว่า “ตอนเนี้ย เข้ากลุ่มพวกเราชาว 1/9 ไม่ได้เลย ทำไมหงะ ไอ้เรื่องแค่เนี้ย แล้วมัน หนักกบาลใครอะ..จุด ก็ จุดแล้ว .. มาเสือกจุดด้วยอะ และที่มาอัดคลิปลงในเฟซอย่างนี้เนื่องจากได้อารมณ์ความรู้สึกที่อยากจะพูดมากกว่า”

 

ดูเหมือนว่าสังคมโซเชียลมีเดียจะถูกอกถูกใจคลิปดังกล่าว มีการแชร์แจกจ่ายออกไปอย่างต่อเนื่องเพียงแค่ 2 วัน มีคนเข้าชมคลิปกว่า 3.8 แสนคน ขณะเดียวกันมีคนตั้งแฟนเพจ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” มากกว่า 100 แฟนเพจ มีคนเข้ามากดไลค์แต่ละแฟนเพจนับหมื่นครั้ง รวมทั้งมีเข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมดังกล่าวมากมาย เช่น “jadesadapon Jitprapai” แสดงความคิดเห็นว่า “พี่ว่าน้องไร้สาระมากเลยนะนั้น”, “Yotwarit Ponlasen” บอกว่า “ปล่อยพวกเขาโตด้วยตัวของพวกเขาเอง เราออกความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่อย่ามาว่ากันเองเลยสำหรับพวกผู้ใหญ่เดี๋ยวจะเล็กลงตามเด็กไปด้วย” ส่วน “Pongsiri Meewan” โพสต์ว่า “เรื่องเล็กๆ ของบางคน อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของใครบางคนก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปว่าเรื่องของคนอื่นไร้สาระ” เป็นต้น

 

ต่อมา “คม ชัด ลึก” ติดต่อไปยังโรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) เด็กชายในคลิปเรียนอยู่ พร้อมทั้งสอบถามคุณครูอังคณา แสบงบาล ครูที่ปรึกษา ม.1/9 ซึ่งเป็นครูตามที่คลิปอ้างถึง โดยครูอังคณายอมรับว่า เด็กชายที่อยู่ในคลิป คือ “น้องโอ๊ต” ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า PXXX อยู่ชั่น ม.1/9 เกิดความไม่พอใจที่ “น้องบอล” ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า ด.ช.ปXXX เป็นหัวหน้าห้องที่ลบเขาออกจากกลุ่ม ม.1/9 เป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กของห้อง ทั้งนี้วัตถุประสงค์การสร้างกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อกระจายข่าวสาร และทำงานโดยใช้ระบบโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน

 

“จริงๆ แล้วเรื่องไม่มีอะไรมาก ด.ช.บอล กับ ด.ช.โอ๊ต เล่นเฟซบุ๊กในกลุ่มส่วนกลางของห้อง ม.1/9 แต่ด้วยการที่ ด.ช.โอ๊ตเอาแต่พิมพ์ ดอท (จุด หรือ .) อย่างเดียวไม่แสดงความคิดเห็นอย่างอื่นเลย กว่า 100 ครั้ง ข้อมูลหรืองานก็หายไปเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ตัดสินใจให้ ด.ช.บอล ซึ่งเป็นคนดูแลกลุ่มไล่ออกจากกลุ่มชั่วคราว ก่อนที่ด.ช.โอ๊ตจะโมโห ตามประสาเด็กๆ เลยอัดคลิปและถูกแพร่กระจายออกมา” ครูอังคณากล่าว

 

ครูอังคณาบอกด้วยว่า ในกลุ่ม 1/9 ครูเป็นสมาชิกของกลุ่มด้วย เพื่อคอยดูแลพฤติกรรมเด็กๆ ว่าเขาพูดคุยอะไรกัน โดยตั้งกฎไว้ 3 ข้อ คือ ห้ามพูดคำหยาบ ห้ามโพสต์จีบเชิงชู้สาว และหากใครมีเรื่องด่วนให้ใช้โทรศัพท์แทนการโพสต์แจ้งข่าวในกลุ่มเฟซบุ๊ก ทั้งนี้ ความขัดแย้งของเด็ก 2 คนนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และครูได้เรียกเด็กทั้ง 2 คน มาพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว แต่ไม่ทราบว่าคลิปนี้ไปโพสต์ลงยูทูบได้อย่างไร โดยเด็กทั้ง 2 คน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำเพียงแต่โพสต์อยู่ในหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองเท่านั้น

 

ด้าน นายบุญชอบ สาธร ผู้อำนวยการโรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) กล่าวว่า ครูอังคณาเป็นครูที่มีความขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน สั่งงานให้นักเรียนส่งผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยให้หัวหน้าห้องเป็นผู้ดูแลกลุ่ม ประเด็นที่เด็กนักเรียนไม่เข้าใจกันเป็นเรื่องธรรมดาที่นักเรียนจำนวนมากในห้องจะต้องมีปัญหากันบ้างส่วนกรณีที่เป็นกระแสโด่งดังขึ้นมา คงจะไม่ได้มีการต่อว่าหรือเอาความผิดกับนักเรียน เพราะนักเรียนพูดแต่เพียงว่าจะไปฟ้องครูอังคณา แต่คงจะต้องเรียก ด.ช.บอล ผู้บันทึกและเผยแพร่คลิปลงในเฟซบุ๊กมาพูดคุย เพื่อชี้ให้ตระหนักถึงผลกระทบของการโพสต์ข้อความหรือคลิปต่างๆ ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อไป

 

ขณะที่ นายมนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หากย้อนกับไปในอดีต เรื่องที่เด็กทะเลาะเบาะแว้งกันมันก็มีประจำอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันโลกมันก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น ในมุมมองคิดว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ สำหรับข้อดีแยกเป็น 3 ข้อด้วยกัน 1.ปกติใครจะต่อว่าใคร ใครจะด่าใคร ก็จะทำได้อยู่แล้ว แต่นี่เขาแสดงให้กลุ่ม 1/9 รับรู้ การแบ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเล็กๆ ในสังคมฝึกหัดให้เขาเหล่านั้นดูแลกันเอง โดยมีครูที่ปรึกษากำกับอยู่อีกทีหนึ่ง 2.อยากให้ดูที่เนื้อหาของการใช้เฟซบุ๊กว่าเขาเอาสื่อดังกล่าวมาใช้ในการเรียนการสอน ตรงนี้เห็นด้วยเพราะหากไม่สอนเด็กในห้วงเวลานี้จะไปสอนช่วงไหน และ 3.พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นครูรับรู้และเรียกเด็กมาปรับความเข้าใจ ก็จะเป็นการลดปัญหา และสร้างสุขภาพจิตเด็กให้ดีขึ้นอย่างทันท่วงที

 

“ผมว่าเป็นเรื่องดี ก่อนหน้านี้พอกริ่งหมดเวลาสอน ครูกับเด็กนักเรียนก็ต่างคนต่างไป แต่นี่มีกลุ่มเฟซบุ๊ก ครูสามารถที่จะเห็นวิวัฒนาการ ความเป็นไปของเด็กๆ หลังเลิกเรียน หรือช่วงปิดเทอมเป็นเรื่องที่ดีที่น่าสนับสนุน” นายมนตรีกล่าว

 

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.สุรเดช สำราญจิตต์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า หลังจากที่ได้ดูคลิปดังกล่าวแล้วเป็นเรื่องที่เด็กพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองถูกลิดรอนไปยังผู้ที่เขาเชื่อว่าจะช่วยเหลือเขาได้ นั่นคือครูอังคณาตรงนี้ เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะมีการคลี่คลายแล้วระหว่างปัญหาของเด็กทั้ง 2 คน แต่ต้องกลับมามองให้ละเอียดว่าสื่อการเรียนการสอนประเภทนี้เหมาะกับเด็กในวัยนี้หรือยัง เราควรที่จะให้ความรู้ ความใกล้ชิดเขามากขึ้นหรือไม่

 

“เรื่องนี้เป็นคำตอบที่ชัดเจนมากว่าเด็กวัยนี้ยังไม่มีวุฒิภาวะในการใช้การสื่อสารประเภทนี้ เพราะเขาไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลตอบกลับมาหาเขาอย่างไร จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องการสื่อสารลักษณะนี้อย่างใกล้ชิด” รศ.ดร.สุรเดชแนะนำ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเรียนการสอนผ่านทางเฟซบุ๊กนั้น ก่อนหน้านี้ นายกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ ครู ค.ศ.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนนนทรีวิทยา เจ้าของรางวัลชนะเลิศ “ครูผู้นำนวัตกรรมการเรียน การสอน ระดับประเทศ : Thailand Innovative Teacher Leadership Award 2012” ในงาน พาร์ทเนอร์ส อิน เลิร์นนิ่ง ไทยแลนด์ ฟอรั่ม 2012 (Partners in Learning Thailand Forum 2012) จัดโดย สพฐ. ร่วมกับโครงการไมโครซอฟท์ พาร์ทเนอร์ส อิน เลิร์นนิ่ง (Microsoft Partners in Learning) เป็นตัวแทนครูไทยไปนำเสนอผลงานระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ “8th Partners in Learning Forum” วันที่ 18-22 มีนาคม 2555 ที่เมืองโอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

 

ทั้งนี้ ครูกอบวิทย์ อายุ 27 ปี สำเร็จการศึกษาบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 และมหาบัณฑิต สอนวิทยาศาสตร์ จาก มศว ได้แรงบันดาลใจจากการรับชมรายการ Teach and Tech ตอน “เมื่อคุณครูมี Facebook” นำมาใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดความใกล้ชิดและเข้าถึงนักเรียนได้มากขึ้น รวมทั้งตอน “สร้างการเรียนรู้ไปกับ WordPress” สร้างบล็อกส่วนตัวเรียนวิทย์ผ่านเว็บกับครูกอบวิทย์ http://teacherkobwit2010.wordpress.com เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราว สอดแทรกความรู้ ในการจัดการเรียนการสอนตามอัธยาศัย จนพัฒนาเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย

 

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและผู้ปกครองที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายการแจกแท็บเล็ต เพราะเป้าหมายของประเทศปัจจุบันคือโลกแห่งเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น เหมือนโลกที่มีการเปลี่ยนไปตลอดเวลาจากสมัยก่อนเคยใช้กระดานชนวนต่อจากนั้นมาเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนมาใช้กระดาษ ซึ่งเด็กจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีแต่อยู่ที่การดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่า

 

ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า มั่นใจว่าแม้จะมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้แก่เด็ก ป.1 ทั่วประเทศ แต่เชื่อว่าเด็กก็จะไม่นำแท็บเล็ตที่รัฐบาลแจกให้ไปทำเรื่องไร้สาระ เพราะแท็บเล็ตคือเครื่องมือการเรียนรู้ที่บรรจุเนื้อสาระที่มีคุณภาพ และการใช้แท็บเล็ตต้องอยู่ในการควบคุมของครูผู้สอน ดังนั้นอะไรที่เป็นเครื่องมือที่จะก่อให้เกิดผลด้านลบต่อเด็กครูจะต้องดูแลให้เกิดความเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องมมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และตัวครูเองต้องรู้เท่าทันเด็กด้วยเช่นกัน เพื่อควบคุมพฤติกรรมการใช้ไอทีอย่างถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 12 เมษายน 2555

แหล่งข้อมูล http://www.suthichaiyoon.com/detail/27060

 

เรียนรู้คู่ ICT เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ

           มาเรียนรู้ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพกันเถอะ !

 เกาหลีย้ำศักยภาพ โคลนนิงอีกครั้ง คราวนี้ “แมวเรืองแสง”

เอเอฟพี – นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้สามารถโคลนนิงแมว โดยใช้โปรตีนเรืองแสงตัดต่อเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เจ้าเหมียวเรืองแสงในที่มืด ทดลองใช้ยีนบางตัวเข้าไปแสดงผล หวังนำไปสู่การโคลนนิงเลียนแบบโรคพันธุกรรมในมนุษย์เพื่อการรักษา
       
       ทีมนักวิจัยจากเกาหลีใต้ นำโดยคอง อิล-กึม (Kong Il-keun) ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิงแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติกียอองซัง (Gyeongsang National University) สร้างแมวโคลนนิงได้ 3 ตัว โดยแทรกยีนที่ควบคุมการสร้างโปรตีนเรืองแสงสีแดง (red fluorescent protein : RFP) เข้าไปด้วย
       
       แมวเรืองแสงทั้ง 3 เกิดเมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ.ที่ผ่านมา โดยตัวหนึ่งตายตั้งแต่แรกเกิด เหลือรอดอีก 2 ตัวซึ่งเป็นแมวเทอร์คิส แองโกลา (Turkish Angoras) กำลังเติบโต มีน้ำหนัก 3 และ 3.5 กิโลกรัม
       
       พอทั้ง 3 ตัวอยู่ในที่มืด และเมื่อมีลำแสงอัลตราไวโอเล็ตตกกระทบน้องเหมียวทั้ง 3 ก็จะเรืองแสง เชื่อว่าเป็นครั้งแรกในโลกที่แมวเรืองแสงได้รับการโคลนนิงจนสำเร็จออกมาเป็นตัว
       
       ที่สำคัญความสามารถในการจัดการยีนที่สำคัญๆ ให้มีบทบาทมากขึ้นนั้น จะช่วยพัฒนาวิธีการรักษาโรคทางพันธุกรรมต่างๆ ซึ่งนักวิจัยระบุว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะประยุกต์ให้สามารถสร้างสำเนาหรือโคลนสัตว์ให้เจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกันกับที่มนุษย์เป็นได้ นับเป็นความก้าวหน้าเพื่อการศึกษา
       
       “นี่จะช่วยพัฒนาการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด)” คองอธิบายประโยชน์ของการโคลนนิงครั้งนี้ พร้อมทั้งให้ข้อมูลย้ำว่า แมวมีโรคทางพันธุกรรมมากถึง 250 ชนิด และมีผลต่อมนุษย์เช่นกัน
       
       นอกจากนี้ คองยังแสดงความหวังว่า เทคโนโลยีเดียวกันนี้จะสามารถโคลนสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่าง เสือโคร่ง, เสือดาว หรือแมวป่า
       
       อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมของเกาหลีใต้อยู่ในภาวะซบเซามานาน ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากกรณีของ ดร.ฮวาง วู-ซก (Hwang Woo-Suk) ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิงสุดยอดของแดนโสมขาว ที่ถูกจับได้ว่าปลอมงานวิจัย ซึ่งตอนนี้เขากำลังอยู่ในขั้นไต่สวนของศาลข้อหาฉ้อโกงและยักยอกงบประมาณของรัฐบาลที่สนับสนุนทุนวิจัยอย่างเต็มที่

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000147764

           จากข่าวนี้

            1.   นักเรียนรู้สึกอย่างไรกับข่าววิทยาศาสตร์ที่ครูนำมาเสนอ
            2.   นักเรียนคิดว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์โคลนนิ่งมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร
            3.   นักเรียนคิดว่า การโคลนนิ่งเป็นเทคโนโลยีด้านใด
          จากนั้น ร่วมกันอภิปรายความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพ ในด้านต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร
           1)  ขั้นความรู้  
                     จุดประสงค์            อธิบายความหมายและประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพได้
                     คำถาม                  เทคโนโลยีชีวภาพคืออะไร  มีประโยชน์อย่างไร
                     กิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หาความหมายและประโยชน์ของ
                                                 เทคโนโลยีชีวภาพ แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปแชร์ไว้ใน facebook ของกลุ่มที่ครู
                                                 สร้างขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน  
            2)  ขั้นความเข้าใจ  
                     จุดประสงค์           ยกตัวอย่างและจำแนกประเภทของเทคโนโลยีชีวภาพ
                     คำถาม                 เทคโนโลยีชีวภาพที่นักเรียนได้จากการสืบค้นมีอะไรบ้าง มีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
                     กิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพด้าน
                                                ต่างๆ และจัดทำ Mind Mapping สรุปประโยชน์ในด้านต่างๆของเทคโนโลยี
                                                ชีวภาพ จากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต โดยโปรแกรม Microsoft Powerpoint 
                                                จำนวน 1 Slide จากนั้นส่งไฟล์โดยแนบไฟล์ไว้ในกลุ่มของ Facebook เพื่อให้
                                                ครูตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อตรวจสอบแล้วจะแจ้งกลับให้นักเรียนทราบ
                                                แล้วให้ save Mind Mapping สรุปประโยชน์ในด้านต่างๆของเทคโนโลยี
                                                ชีวภาพ เป็นไฟล์ภาพ .JPEG  แล้วนำไปภาพแชร์ไว้ใน Facebook ของกลุ่ม
                                                เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประเมินผลงานของตนเองและเพื่อน ตลอดจน
                                                แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน      
            3)  ขั้นการประยุกต์ใช้
                     จุดประสงค์           สามารถนำความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
                     คำถาม                 นักเรียนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ ในการดำรงชีวิตประจำวัน อย่างไรบ้าง
                     กิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพในชีวิตประจำวันโดยเชื่อมโยงถึงการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงตามหลัก                                                  3 ห่วง 2 เงื่อนไข แล้วโพสต์ข้อความลงใน Blog นี้
            4)  ขั้นวิเคราะห์
                    จุดประสงค์            พิจารณาข้อดีและข้อเสีย จากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพประเภทต่างๆได้
                    คำถาม                   เทคโนโลยีชีวภาพ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร
                     กิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงข้อดี ข้อเสีย ของเทคโนโลยีชีวภาพ
                                                และนำเสนอเป็นตารางเปรียบเทียบ ข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีชีวภาพ
                                                โดยโปรแกรม Microsoft Excel จากนั้นส่งไฟล์โดยแนบไฟล์ไว้ในกลุ่มของ
                                                Facebook ที่ครูสร้างขึ้น

            5) ขั้นประเมินผล และ 6) ขั้นสร้างสรรค์                                                                                                                                                                                                   

                 จุดประสงค์              นักเรียนจัดทำจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ เกี่ยวกับ เทคโนโลยีชีวภาพ โดยโปรแกรม Microsoft  Word

                                                เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพได้
                 คำถาม                     นักเรียนสามารถจัดทำ จดหมายข่าวประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ เกี่ยวกับ เทคโนโลยีชีวภาพ โดย โปรแกรม Microsoft     

                                                Word   เรื่อง เทคโนโลยีชีวภาพ ได้อย่างไร
                                               
                 กิจกรรมการเรียนรู้    แบ่งนักเรียนออกเผป็นกลุ่มๆละ 4-5 คน ให้นักเรียนออกแบบและจัดทำ
                                                จดหมายข่าวประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ
                                                โดยโปรแกรม Microsoft  Word เรื่อง เทคโนโลยีชีวภาพ จากนั้นส่งไฟล์
                                                โดยแนบไฟล์ไว้ในกลุ่มของ Facebook เพื่อให้ครูได้ตรวจสอบความถูกต้อง
                                                จากนั้นครูนำไฟล์ๆอัพโหลดไว้ใน Slideshare.com แล้วนำไปแชร์ไว้ใน 
                                                Facebook ของกลุ่ม รวมทั้งแสดงไว้ใน Blog ที่ WordPress.com

กิจกรรมอบรมโครงการก้าวใหม่ของครูไทย ก้าวไกลด้วย Social Media

สพฐ.คิดไกล ขับเคลื่อนการศึกษาไทยด้วย Social Mediaเมื่อโลกไร้พรมแดน ด้วยการติดต่อสื่อสารด้วยอินเตอร์เน็ต
เมื่อสังคมเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ด้วย Social Networking
เมื่อความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกๆวินาทีบนโลกใบนี้
เมื่อการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียน
เมื่อมนุษย์ใช้ ICT เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เมื่อลูกหลานของเราก้าวเข้าสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21…ถึงเวลาหรือยัง ที่เราในฐานะ “ครู” ต้องก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษา!!
 
 
UploadImage
 
               เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) กล่าวว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT) ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของเรา มีการนำเอา ICT มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในวงการธุรกิจ และการศึกษา ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป จนบางครั้งคนในสังคมติดตามแทบไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง               ในการจัดการศึกษาของไทย ก็เช่นกัน ต้องมีการพัฒนา ปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี เพื่อให้พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สังคมแห่งปัญญา และโลกแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ดังนั้น แนวคิดในการนำกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสาร ออนไลน์ด้วยรูปแบบต่างๆ จึงเกิดขึ้น ด้วยการนำเอาแนวคิด Social Media มาประยุกต์ใช้สำหรับจัดการเรียนการสอน ในรูปแบบต่างๆ เช่น การสื่อสารองค์ความรู้ เนื้อหาสาระวิชาการ บทความ วีดิโอ รูปภาพ และ เสียง ส่งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังผู้เรียน ซึ่งนับว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ของการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ทำให้เกิดการเรียนรู้ในโลกออนไลน์ ที่ไม่จำกัดเฉพาะในชั้นเรียน โดยที่ทั้งครูและนักเรียน สามารถแชร์เนื้อหา องค์ความรู้ ข้อมูล ภาพ และเสียง ผ่านเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ เกิดเป็นสื่อสังคมระหว่างครูกับนักเรียน ที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันพร้อมๆกัน เกิดการเรียนรู้แบบ Realtime               ในปี2553 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) ได้จัดการอบรมส่งเสริมให้ครูใช้ Social Media ในการจัดการเรียนการรู้ โดยจัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจ พ้อมกับฝึกปฎิบัติในการใช้เครื่องมือที่มีในสื่อสังคมออนไลน์ ให้แก่ครูทั่วประเทศ โดย สทร.ได้เปิดให้ครูที่สนใจสมัครเข้าอบรม แล้วคัดเลือก เหลือจำนวน 200 คน ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการอบรม พบว่าครูสามารถสร้างผลงาน ที่เกิดจากการใช้เครื่องมือ ออนไลน์ขยายเป็นเครือข่ายใน Social Media และนำไปประยุกต์ใช้จัดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้อย่างหลากหลาย ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างครูกับครู ครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน              Social Media สามารถตอบโจทย์ให้แก่ผู้บริหาร และนักการศึกษา ที่ต้องการแก้ปัญหาในชั้นเรียนด้านต่างๆ เช่น การไม่เข้าใจเนื้อหาที่เรียนในชั้นเรียน การคิดวิเคราะห์ การสืบค้น การค้นหาองค์ความรู้ การปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ฯลฯ จึงนับว่า เป็น “ก้าวใหม่ของครูไทย ก้าวไกลด้วย Social Media”

             สำหรับปี 2554 นี้ สทร.จัดการอบรมส่งเสริมให้ครูใช้ Social Media ในการจัดการเรียนการรู้ ให้ครูอีก 200 คน ในวันที่ 20 -24 มิถุนายน 2554 ที่โรงแรม Maxx ถ.พระราม9 กรุงเทพฯ ให้ครูสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ต่างๆเป็น เช่น WordPress(บล็อก) Facebook(เครื่องมือติดต่อสื่อสารอย่างทันทีและรวดเร็ว Twitter(microblog) Picasa (การแชร์ภาพ) Youtube(แชร์วิดีโอ)
Slideshare(สไลด์แชร์) ซึ่งครูจะนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับประยุกต์ใช้จัดการเรียนรู้ จัดทำบล็อก ทำสไลด์ ทำวิดีโอคลิป เป็นต้น

             สิ่งที่ สทร. คาดหวังจากครูที่มาอบรม คือครูต้องนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นำพานักเรียนเข้าสู่องค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาผ่านบล็อก ของครูที่สร้างจากเว็บไซด์ WordPress.com และเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ Facebook Twitter (microblog) Picasa และYoutube ที่สำคัญครูต้องสามารถสร้างรูปแบบการสอนผ่านบล็อก จัดกิจกรรมให้นักเรียน เรียนผ่านออนไลน์ได้ ดังนั้นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับครูก็คือ จะนำเครื่องมือ Social Media ต่างๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรด้วยวิธีการของตัวเอง ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามวิชาที่สอน บริบทของโรงเรียน และความสามารถของครูแต่ละท่าน

              มาชมภาพบรรยากาศกันครับ…
 

UploadImageUploadImage
UploadImageUploadImage
                                             ทีมงานของโครงการก้าวใหม่ของครูไทย ก้าวไกลด้วย Social Media
UploadImage

คลิปข่าวประชาสัมพันธ์

Social Media จึงนับเป็นอีกหนึ่งโครงการดีดีของสพฐ.ที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาครู ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของครูในการจัดการเรียนรู้ ในยุคปฏิรูปการศึกษาและก้าวเข้าสู่การเรียนรู้ในศตวรรธที่ 21 ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ต่อไป

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้เลยค่า คลิก >>  http://www.thaismedu.com/

กิจกรรมเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์ที่สนใจ สำหรับนักเรียนชั้น ม.3

คำชี้แจง

1. ให้นักเรียนสมัครเป็นสมาชิก Facebook แล้วดำเนินการดังนี้

     1.1 ไปที่ Fan page ชื่อ Teacherkobwit แล้วให้นักเรียนโพสต์ข้อความเพื่อแนะนำตัว โดยพิมพ์ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น  ห้อง คติประจำใจ และบอกประสบการณ์ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งนักเรียนอาจอัพโหลดภาพของนักเรียนบนกระดานข้อความด้วยก็ได้

     1.2  ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์ในอินเตอร์เน็ตที่นักเรียนสนใจ 1 เรื่องจากเว็บไซต์ต่างๆ   จากนั้นให้นักเรียนดาวน์โหลดดาวน์โหลดแบบฟอร์มโครงงานวิทยาศาสตร์ที่สนใจ โดยคลิ๊กที่นี่ โครงงานวิทยาศาสตร์ที่สนใจ  จากนั้นจัดทำสไลด์นำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ที่สนใจ จำนวน 1 สไลด์ แล้ว Save เป็นไฟล์ .jpg  จากนั้นนำภาพนั้นมา Post ส่งครู บนกระดานข้อความใน Facebook ในหน้า Fan page ชื่อ Teacherkobwit

2. ให้นักเรียนเลือกการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ 1 เรื่อง จากคลิปวีดิโอต่อไปนี้

จากนั้นให้นักเรียนอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้

     – โครงงานวิทยาศาสตร์ที่สนใจคือเรื่องใด

     – เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทใด

     – โครงงานนี้ผู้จัดทำมีแนวคิดในการทำอย่างไร

     – ประโยชน์ของโครงงานวิทยาศาสตร์นี้มีอะไรบ้าง

     – ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 คะแนน นักเรียนคิดว่าโครงงานวิทยาศาสตร์นี้ควรได้กี่คะแนน

                  โดยให้นักเรียนโพสต์คำตอบลงในช่อง Comment ด้านล่างของ Blog นี้ อย่าลืมใส่ชื่อ  ชั้น เลขที่ ในตอบด้วย 

 

5 มิถุนายน 2554 วันสิ่งแวดล้อมโลก…อีกหนึ่งวันสำคัญของมวลมนุษยชาติ

ในวันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีนั้น เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งเป็นวันที่เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสภาพแวดล้อมของเราที่ย่ำแย่ลงทุกวัน สังเกตได้จากปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งหิมะขั้วโลกเหนือละลาย น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรืออากาศร้อนขึ้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนมาจากการมนุษย์ที่เป็นคนทำลายธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อมดีๆ นั่นเอง ทำให้หน่วยงานของโลกจัดตั้งวันสิ่งแวดล้อมโลกขึ้น

สำหรับจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day นั้นจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่วโลก จึงมีมติให้จัดประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮลม์ ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ที่มีรัฐบาลของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยเรียกการประชุมนี้ว่า การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์” หรือ “UN Conference on the Human Environment” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ

ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีข้อตกลงร่วมกันหลายอย่าง เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP: United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และรัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้น ไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือ จากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก   ซึ่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติมีหน้าที่ติดตาม และประเมินผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดี และเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลจึงได้กำหนดวิธีการไว้ดังนี้

สร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม และให้การศึกษากับประชาชนและนักศึกษาทั่วไป

ให้การสนับสนุนทางวิชาการ และเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

เสริมสร้างให้สถาบันและคนในสถาบันตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม

นอกจากนั้น ยังมีข้อตกลงจากการประชุมให้มาดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ซึ่งประเทศไทยก็ได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 และได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็น 3 หน่วยงาน คือ

1.กรมควบคุมมลพิษ

2 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

3.สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

และในส่วนของสถาบันการศึกษาก็ได้มีการจัดสอนหลักสูตรด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในหลายๆ มหาวิทยาลัย ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสื่อมวลชนก็ได้ส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวในปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ซึ่งวันสิ่งแวดล้อมโลกในแต่ละปีก็จะมีหัวข้อที่ต่างกันออกไป เรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละปีที่ผ่านมามีคำขวัญว่าอย่างไรบ้าง

พ.ศ. 2528 เยาวชน ประชากร และสิ่งแวดล้อม (Youth, Population and Environment)

พ.ศ. 2529 ต้นไม้เพื่อสันติภาพ (A Tree for Peace)

พ.ศ. 2530 (Public Participation,Environment Protection and Sustainable Development)

พ.ศ. 2531 การมีส่วนร่วมของประชาชน การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (When people put the environment first,development will last)

พ.ศ. 2532 ภาวะโลกร้อน (Global Warming,Global Warming)

พ.ศ. 2533 เด็ก และสิ่งแวดล้อม (Children and the Environment (Our Children,Their Earth))

พ.ศ. 2534 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change : Need for Global Partnership)

พ.ศ. 2535 (Only One Earth : Care and Share)

พ.ศ. 2536 (Poverty and the Environment : Breaking the Vicious Circle)

พ.ศ. 2537 โลกใบเดียว ครอบครัวเดียวกัน (One Earth, One Family)

พ.ศ. 2538 ประชาชน เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมโลก (We The Peoples,United for the Global Environment)

พ.ศ. 2539 รักโลก : ดูแลถิ่นฐานบ้านเรา (Our Earth, Our Habitat,Our Home)

พ.ศ. 2540 เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนบนผืนโลก (For Life one Earth)

พ.ศ. 2541 เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงชีวิตยั่งยืน (For Life on Earth “Save our Seas”)

พ.ศ. 2542 รักโลก รักอนาคต รักษ์สิ่งแวดล้อม (“Our Earth,Our Future…Just Save It”)

พ.ศ. 2543 ปี 2000 สหัสวรรษแห่งชีวิตสิ่งแวดล้อม : ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อโลก เพื่อเรา (2000 The Environment Millennium :Time to Act)

พ.ศ. 2544 เชื่อมโยงโลกกว้าง ร่วมสร้างสานสายใยชีวิต (CONNECT with the World Wide Web of Life)

พ.ศ. 2545 ให้โอกาสโลกฟื้น คืนความสดใสให้ชีวิต (Give Earth a Chance)

พ.ศ. 2546 รักษ์น้ำเพื่อสรรพชีวิต ก่อนวิกฤตจะมาเยือน (Water – Two Billion People are Dying for it!)

พ.ศ. 2547 ร่วมพิทักษ์ ร่วมรักษ์ทะเลไทย (Wanted! Sea and Oceans – Dead or Live?)

พ.ศ. 2548 เมืองเขียวสดใส ร่วมใจวางแผนเพื่อโลก (GREEN CITIES PLAN FOR THE PLANET!)

พ.ศ. 2549 เพิ่มความชุ่มชื้น คืนสู่ธรรมชาติ (DON T DESERT DRYLANDS!)

พ.ศ. 2550 ลดโลกร้อน ด้วยชีวิตพอเพียง (MELTING ICE-A HOT TOPIC)

พ.ศ. 2551 ลดวิกฤติโลกร้อน : เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิด สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Co2 Kick the Habit ! Towards a Low Carbon Economy)
พ.ศ. 2552 คุณคือพลัง ช่วยหยุดยั้งภาวะโลกร้อน (Your Planet Needs You – Unite to Combat Climate Change)
พ.ศ. 2553 ความหลากหลายทางชีวภาพ กู้วิกฤติชีวิตโลก (Many Species One Planet One Future)

โดยในปี พ.ศ.  2554 นี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้กำหนดจัดกิจกรรมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ เมืองมุมไบและเดลฮี  ประเทศอินเดีย ภายใต้หัวข้อเรื่องและคำขวัญเป็นภาษาอังกฤษว่า “Forests : Nature at Your Service” ส่วนประเทศไทยได้มีคำขวัญภาษาไทยว่า “ป่าไม้มีคุณ เกื้อหนุนสรรพชีวิต คิดถนอมรักษา” โดย เน้นสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าแต่ละคนสามารถปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบต่อโลกได้ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การปลูกต้นไม้ในโรงเรียน การกำหนดวันงดใช้รถยนต์  การทำความสะอาดบ้านเรือนในชุมชน การทำความสะอาดสวนสาธารณะ ฯลฯ คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2554 นี้จะสนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับประกาศขององค์การสหประชาชาติที่กำหนดปี 2011 เป็น International Year of Forests ปีสากลแห่งการอนุรักษ์ป่าไม้และปี 2011-2020 เป็น “ทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ”  (Decade of Biodiversity) ซึ่งต่อเนื่องจากปี 2010 ที่เป็นปี “The International Year of Biodiversity” ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้ จึงมี 80 วิธีหยุดโลกร้อน มาฝาก ไม่ว่าใครก็สามารถช่วยลดความร้อนให้กับโลกได้ตั้ง 80 ช่องทาง…

ประชาชนทั่วไป

1.ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี

2.ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง

3.เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก

4.เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

5.ช่วยกันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5%

6.ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์

7.ไปร่วมกันประหยัดน้ำมันแบบ Car Pool นัดเพื่อนร่วมงานที่มีบ้านอาศัยใกล้ๆ นั่งรถยนต์ไปทำงานด้วยกัน ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังเป็นการลดจำนวนรถติดบนถนน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมด้วย

8.จัดเส้นทางรถรับส่งพนักงาน ถ้าในหน่วยงานมีพนักงานจำนวนมากอาศัยอยู่ในเส้นทางใกล้ๆ กัน ควรมีสวัสดิการจัดหารถรับส่งพนักงานตามเส้นทางสำคัญๆ เป็น Car Pool ระดับองค์กร

9.เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ

10.มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ป้ายฉลากเขียว ประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพราะการจะได้ใบรับรองนั้น จะต้องมีการประเมินสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นหาวัตถุดิบ

11.ไปตลาดสดแทนซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ซื้อผัก ผลไม้ หมู ไก่ ปลา ในตลาดสดใกล้บ้าน แทนการช็อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ที่อาหารสดทุกอย่างมีการ***บห่อด้วยพลาสติกและโฟม ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก

12.เลือกซื้อเลือกใช้ เมื่อต้องซื้อรถยนต์ใช้ในบ้าน หรือรถยนต์ประจำสำนักงานก็หันมาเลือกซื้อรถประหยัดพลังงาน รวมทั้งเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน

13.เลือกซื้อรถยนต์ที่มีขนาดตามความจำเป็น โดยพิจารณาจากขนาดครอบครัวและประโยชน์การใช้งาน รวมทั้งพิจารณารุ่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อเปรียบเทียบราคา

14.ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเลือกรถโฟว์วีลขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ เพราะกินน้ำมันมาก และตะแกรงขนสัมภาระบนหลังคารถก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักรถให้เปลืองน้ำมัน

15.ขับรถอย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะทางไกลการขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% หรือคิดเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 1 ตันต่อรถยนต์แต่ละคันที่ใช้งานราว 3 หมื่นกิโลเมตรต่อปี

16.ขับรถเที่ยวไปลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปพร้อมกัน เพราะมีบริษัทเช่ารถใหญ่ๆ 2-3 รายมีรถรุ่นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้เอทานอล หรือน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ ด้วย ลองสอบถามบริษัทรถเช่าเมื่อเดินทางไปถึง

17.เลือกใช้บริการโรงแรมที่มีสัญลักษณ์สิ่งแวดล้อม เช่น มีมาตรการประหยัดน้ำ ประหยัดพลังงาน และมีระบบจัดการของเสีย มองหาป้ายสัญลักษณ์ เช่น โรงแรมใบไม้สีเขียว มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพ

18 เช็กลมยาง การขับรถที่ยางลมมีน้อยอาจทำให้เปลืองน้ำมันได้ถึง 3% จากภาวะปกติ

19.เปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล ให้มากขึ้น

20 โละทิ้งตู้เย็นรุ่นเก่า ตู้เย็นที่ผลิตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เพราะใช้ไฟฟ้ามากเป็น 2 เท่าของตู้เย็นสมัยใหม่ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟลงได้มาก และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กิโลกรัมต่อปี

21.ยืดอายุตู้เย็นด้วยการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานให้ตู้เย็นด้วยการใช้อย่างฉลาด ไม่นำอาหารร้อนเข้าตู้เย็น หลีกเลี่ยงการนำถุงพลาสติกใส่ของในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นจ่ายความเย็นได้ไม่ทั่วถึงอาหาร ควรย้ายตู้เย็นออกจากห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ละลายน้ำแข็งที่เกาะในตู้เย็นเป็นประจำ เพราะตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้นเมื่อมีน้ำแข็งเกาะ และทำความสะอาดตู้เย็นทุกสัปดาห์

22.ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกในอาคารสำนักงาน เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเฉพาะจุด

23.ใช้แสงแดดให้เป็นประโยชน์ ในการตากเสื้อผ้าที่ซักแล้วให้แห้ง ไม่ควรใช้เครื่องปั่นผ้าแห้งหากไม่จำเป็น เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้า

24.ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด เพราะระบบการผลิตน้ำประปาของเทศบาลต่างๆ ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำให้น้ำสะอาด และดำเนินการจัดส่งไปยังอาคารบ้านเรือน

25.ติดตั้งฝักบัวอาบน้ำที่ปรับความแรงน้ำต่ำๆ ได้ เพื่อจะได้เปลืองน้ำอุ่นน้อยๆ (เหมาะทั้งในบ้านและโรงแรม)

26.ติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากโรงผลิตกระแสไฟฟ้า

27.สร้างนโยบาย 3Rs- Reduce, Reuse, Recycle ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เป็นการลดพลังงานในการกำจัดขยะ ลดมลพิษและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการกำจัด

28.ป้องกันการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ ด้วยการแยกขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษอาหาร ออกจากขยะอื่นๆ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

29.ทาหลังคาบ้านด้วยสีอ่อน เพื่อช่วยลดการดูดซับความร้อน

30.นำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารบ้านเรือน โดยใช้การออกแบบบ้าน และตำแหน่งของช่องแสงเป็นปัจจัย ซึ่งจะช่วยลดจำนวนหลอดไฟและพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้

31.ปลูกต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน ต้นไม้ 1 ต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน

32.ปลูกไผ่แทนรั้ว ต้นไผ่เติบโตเร็ว เป็นรั้วธรรมชาติที่สวยงาม และยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี

33.ใช้ร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดความร้อนในตัวอาคารสำนักงานหรือบ้านพักอาศัย ทำให้สามารถลดความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นการลดการใช้ไฟฟ้า

34.ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในสวนไม้ประดับที่บ้าน แต่ขอให้เลือกใช้ปุ๋ยหมักจากธรรมชาติแทน

35.ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และการเผากำจัดในเตาเผาขยะอย่างถูกวิธีต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มในบรรยากาศ

36.เลือกซื้อสินค้าที่มี***บห่อน้อยๆ ***บห่อหลายชั้นหมายถึงการเพิ่มขยะอีกหลายชิ้นที่จะต้องนำไปกำจัด เป็นการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโดยไม่จำเป็น

37.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเติมใหม่ได้ เพื่อเป็นการลดขยะจาก***บห่อของบรรจุภัณฑ์

38.ใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า เพราะกระบวนการผลิตกระดาษแทบทุกขั้นตอนใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าจำนวนมาก

39.เลือกใช้กระดาษรีไซเคิล กระดาษรีไซเคิลช่วยลดขั้นตอนหลายขั้นตอนในกระบวนการผลิตกระดาษ

40.ตั้งเป้าลดการผลิตขยะของตัวเองให้ได้ 1 ใน 4 ส่วน หรือมากกว่า เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรและลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกจำนวนมาก เมื่อลองคูณ 365 วัน กับจำนวนปีที่เหลือก่อนเกษียณ

41.สนับสนุนสินค้าและผลิตผลจากเกษตรกรในท้องถิ่นใกล้บ้าน ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ต้องขนส่งผลิตผลให้พ่อค้าคนกลางนำไปขายในพื้นที่ไกลๆ

42.บริโภคเนื้อวัวให้น้อยลง ทานผัก (ปลอดสารพิษ) ให้มากขึ้น ฟาร์มเลี้ยงวัว คือ แหล่งหลักในการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ หันมารับประทานผักให้มากขึ้น ทานเนื้อวัวให้น้อยลง

43.ทานสเต๊กและแฮมเบอร์เกอร์ในร้านใหญ่ๆ ให้น้อยลง เพราะอุตสาหกรรมเนื้อระดับนานาชาติ ผลิตก๊าซเรือนกระจกถึง 18% สาเหตุหลักก็คือไนตรัสออกไซด์จากมูลวัวและมีเทน ซึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากลักษณะทางธรรมชาติของวัวที่ย่อยอาหารได้ช้า (มีกระเพาะอาหาร 4 ตอน) มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า ในขณะที่ไนตรัสออกไซด์ก่อผลได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 296 เท่า

44.ชักชวนคนอื่นๆ รอบข้างให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาภาวะโลกร้อน ให้ความรู้ความเข้าใจและชักชวนคนใกล้ตัว รวมทั้งเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวคุณ เพื่อขยายเครือข่ายผู้ร่วมหยุดโลกร้อนให้กว้างขวางขึ้น

45.ร่วมกิจกรรมรณรงค์สิ่งแวดล้อมในชุมชน แล้วลองเสนอกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้และกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือ เพื่อลงมือทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่ต่อเนื่อง และส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

46.เลือกโหวตแต่พรรคการเมืองที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน จริงใจ และตั้งใจทำจริง เพราะนักการเมืองคือคนที่เราส่งไปเป็นตัวแทนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โปรดใช้ประโยชน์จากพวกเขาตามสิทธิที่คุณมี ด้วยการเลือกนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องสิ่งแวดล้อมและการลดปัญหาโลกร้อน

47.ซื้อให้น้อยลง แบ่งปันให้มากขึ้น อยู่อย่างพอเพียง

เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ก็สามารถช่วยได้ด้วยการ

48.ลดการเผาป่าหญ้า ไม้ริมทุ่ง และต้นไม้ชายป่า เพื่อกำจัดวัชพืชและเปิดพื้นที่ทำการเกษตร เพราะเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก นอกจากนั้นการตัดและเผาทำลายป่ายังเป็นการทำลายแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ

49.ปลูกพืชผักให้หลากหลายและปลูกตามฤดูกาลในท้องถิ่น เป็นการลดการปลูกพืชผักนอกฤดูกาลที่ต้องใช้พลังงานเพื่อถนอมอาหาร และผ่านกระบวนการบรรจุเป็นอาหารกระป๋อง

50.รวมกลุ่มสร้างตลาดผู้บริโภค-ผู้ผลิตโดยตรงในท้องถิ่น เพื่อลดกระบวนการขนส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่ต้องใช้พลังงานและน้ำมันในการคมนาคมขนส่งพืชผักผลไม้ไปยังตลาด

51.ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร นอกจากจะเป็นการลดปัญหาการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลกแล้ว ในระยะยาวยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต และทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น โปรดปรึกษาและเรียนรู้จากกลุ่มเกษตรกรทางเลือกที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย

สถาปนิกและนักออกแบบ

52.ออกแบบพิมพ์เขียวบ้านพักอาศัยที่สามารถช่วย “หยุดโลกร้อน” การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยคิดถึงการติดตั้งระบบการใช้พลังงานที่ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสูงๆ แต่ใช้งานได้จริง ลองคิดถึงวิธีการที่คนรุ่นปู่ย่าใช้ในการสร้างบ้านสมัยก่อน ซึ่งมีการพึ่งพาทิศทางลม การดูทิศทางการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานในบ้านได้ถึง 40%

53.ช่วยออกแบบสร้างบ้านหลังเล็ก บ้านหลังเล็กใช้พลังงานน้อยกว่าบ้านหลังใหญ่ และใช้วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างน้อยกว่า

สื่อมวลชน นักสื่อสารและโฆษณา

54.ใช้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเพื่อให้ความรู้ และสร้างความตระหนักกับสาธารณชนเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน และทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นของท้องถิ่น

55.สร้างความสนใจกับสาธารณชน เพื่อทำให้ประเด็นโลกร้อนอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

56.ช่วยกันเล่าความจริงเรื่องโลกร้อน โปรดช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนและรัฐบาลเข้าใจสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น

57.เป็นผู้นำกระแสของสังคมเรื่องชีวิตที่พอเพียง ต้นตอหนึ่งของปัญหาโลกร้อนก็คือกระแสการบริโภคของผู้คน ทำให้เกิดการบริโภคทรัพยากรจำนวนมหาศาล ชีวิตที่ยึดหลักของความพอเพียง โดยมีฐานของความรู้และคุณธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงน่าจะเป็นหนทางป้องกันและลดปัญหาโลกร้อนที่สังคมโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่

58.ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อร่วมรับผิดชอบสังคม ออกแบบงานโฆษณาที่สอดแทรกประเด็นปัญหาของภาวะโลกร้อนอย่างมีรสนิยม เรื่องที่เป็นจริงและไม่โกหก

ครู อาจารย์

59.สอนเด็กๆ ในขั้นเรียน เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน

60.ใช้เทคนิคการเรียนรู้หลากหลายจากกิจกรรม ดีกว่าสอนโดยให้เด็กฟังครูพูดและท่องจำอย่างเดียว

นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร

61ค้นคว้าวิจัยหาแนวทางและเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

62.ศึกษาและทำวิจัยในระดับพื้นที่ เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อพื้นที่เสี่ยงของประเทศไทย

63.ประสานและทำงานร่วมกับนักสื่อสารและโฆษณา เพื่อแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การรับรู้และเข้าใจของประชาชนในสังคมวงกว้าง

นักธุรกิจ อุตสาหกรรมและบริการ

64.นำก๊าซมีเทนจากกองขยะมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการลงทุนพัฒนาให้เป็นพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพ แต่มีต้นทุนต่ำ

65.สนับสนุนนักวิจัยในองค์กร ค้นคว้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

66.เป็นผู้นำของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม หากยังไม่มีใครเริ่มต้นโครงการที่ช่วยหยุดปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ก็จงเป็นผู้นำเสียเอง

67.สร้างแบรนด์องค์กรที่เน้นการดูแลและใส่ใจโลก ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความรับผิดชอบที่มาจากภายในองค์กร

นักการเมือง ผู้ว่าราชการฯ และรัฐบาล

68.วางแผนการจัดหาพลังงานในอนาคต รัฐจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ทางเลือกเพื่อมุ่งจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่มองไปข้างหน้าอย่างน้อยที่สุด 50 ปี

69.สนับสนุนให้มีการพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย และการพัฒนาระบบให้มีต้นทุนต่ำและคุ้มค่าในการใช้งาน

70.สนับสนุนกลไกต่างๆ สำหรับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงเทคโนโลยีและการลดต้นทุน

71.สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลควรหามาตรการที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อให้สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมพลังงานอื่นๆ ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ

72.มีนโยบายทางการเมืองที่ชัดเจนในการสนับสนุนการ “หยุดภาวะโลกร้อน” เสนอต่อประชาชน

73.สนับสนุนโครงสร้างทางกายภาพ เมื่อประชาชนตระหนักและต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น จัดการให้มีโครงข่ายทางจักรยานที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในเมืองสามารถขับขี่จักรยาน ลดการใช้รถยนต์

74.ลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนถนนในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ด้วยการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ

75.ส่งเสริมเครือข่ายการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรทางเลือก เกษตรกรจำนวนมากเป็นตัวอย่างที่ดีของการลดปัญหาโลกร้อน ด้วยการลดและเลิกการใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลก ซึ่งการส่งเสริมการตลาดสีเขียวด้วยการสร้างเครือข่ายการตลาดที่กระจายศูนย์ไปสู่กลุ่มจังหวัดหรือภูมิภาค จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการขนส่งผลผลิตไปยังตลาดไกลๆ อีกด้วย

76.ริเริ่มอย่างกล้าหาญกับระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ เพื่อลงทุนกับทางเลือกและทางรอดในระยะยาว

77.พิจารณาใช้กฎหมายการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) สำหรับภาคอุตสาหกรรม

78.เปลี่ยนแปลงระบบการจัดเก็บภาษี นั่นคือการสร้างระบบการจัดเก็บภาษีที่สามารถสะท้อนให้เห็นต้นทุนทางอ้อมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้สังคมต้องแบกรับภาระนั้นอย่างชัดเจน เช่น ภาษีที่เรียกเก็บจากถ่านหิน ก็จะต้องรวมถึงต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพที่จะต้องเพิ่มขึ้นจากปัญหามลพิษ และต้นทุนความเสียหายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

79.ปฏิรูปภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นก้าวต่อไปที่ท้าทายของนักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างใหญ่หลวงในการปรับเปลี่ยนและสร้างจิตสำนึกใหม่ให้สังคม การเพิ่มการจัดเก็บภาษีสำหรับกิจกรรมที่มีผลทำลายสภาพแวดล้อมให้สูงขึ้นเป็นการชดเชย เช่น กิจกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอน ภาษีจากกองขยะ ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปตะวันตกนำแนวคิดนี้ไปใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ปัจจุบันนี้ประเทศใหญ่ๆ ในสหภาพยุโรปก็ร่วมดำเนินการด้วย และพบว่าการปรับเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ไม่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนระดับการจัดเก็บภาษี หากแต่มีผลกับโครงสร้างของระบบภาษีเท่านั้น

80.กำหนดทิศทางประเทศให้มุ่งสู่แนวทางของการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ที่สามารถยืนหยัดอยู่รอดอย่างเข้มแข็งในสังคมโลก เริ่มต้นด้วยการใส่ประโยคที่ว่า ประเทศไทยจะต้องยึดหลักเศรษฐกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแกนหลักของการพัฒนาประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

อย่ามัวแต่ให้คนดังๆ รณรงค์โดยที่เราไม่ยอมทำอะไร เพราะทุกคนมีส่วนและมีสิทธิในการช่วยเหลือโลกนี้ได้เท่าๆ กัน

ที่มา http://www.deqp.go.th/website/25/index.php?option=com_content&view=article&id=3791&lang=th

http://guru.muslimthai.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=18128

http://www.lakkai.com/forum/data/2/0021-1.html

อบรมเพื่อนครูโครงการ Thinking School เรื่องการสร้างเว็บไซต์

powerpoint อบรมการสร้าง Blog ด้วย WordPress

ทดลองวางตัวอักษรจากเว็บไซต์

ในทางชีววิทยา เซลล์ (cell) เป็นโครงสร้างและหน่วยทำงานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด ในบางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต (“building blocks of life”) สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น แบคทีเรีย ประกอบด้วยเซลล์เพียง 3 เซลล์ (unicellular) แต่สัตว์หลายชนิด เช่น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular) (มนุษย์มีเซลล์อยู่ประมาณ 100 ล้านล้าน หรือ 1014 เซลล์)

ทฤษฎีเซลล์ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) โดยแมตเทียส จาคอบ ชไลเดน (Matthias Jakob Schleiden) และ ทีโอดอร์ ชวานน์ (Theodor Schwann) ได้อธิบายว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดประกอบด้วยเซลล์หนึ่งเซลล์หรือมากกว่า เซลล์ทั้งหมดมีกำเนิดมาจากเซลล์ที่มีมาก่อน (preexisting cells) ระบบการทำงานเพื่อความอยู่รอดของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเซลล์ และภายในเซลล์ยังประกอบด้วยข้อมูลทางพันธุกรรม (hereditary information) ซึ่งจำเป็นสำหรับการควบคุมการทำงานของเซลล์ และการส่งต่อข้อมูลทางพันธุกรรมไปยังเซลล์รุ่นต่อไป

ที่มา   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C_(%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2)

Read the rest of this entry

ผลคะแนนสอบ O-Net เฉลี่ย ต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นเพราะอะไร จะช่วยกันได้อย่างไร มาช่วยกันโหวตกัน!!!

สทศ.ประกาศผล O-NET ม.6 ปี 2554 พบคะแนนเฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ “คณิต – อังกฤษ” ได้ไม่ถึง 20 คะแนน ขณะที่วิชาหลักตกฮวบ ไม่ถึงครึ่ง

วันนี้(5 เม.ย.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ได้ประกาศผลสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ชั้นม. 6 ปีการศึกษา 2553 ทางเว็บไซต์ของ สทศ. http://www.niets.or.th แล้วตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่าน ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมคือวันที่ 10 เม.ย. โดย รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. กล่าวว่า การประกาศผลสอบ O-NET ถือว่าเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากสทศ.สามารถตรวจกระดาษคำตอบได้เร็ว ซึ่งการประกาศผลสอบเป็นไปอย่างเรียบร้อยและไม่มีปัญหาเว็บล่ม ในส่วนการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT นั้น จะประกาศในวันที่10 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สทศ.ได้รายงานค่าสถิติพื้นฐานทั่วประเทศด้วย ซึ่งสำหรับค่าเฉลี่ย O-NET ม.6 ทั้ง 8 วิชาๆ ละ 100 คะแนน มีดังนี้

ภาษาไทย มีผู้เข้าสอบ 351,633 คน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ 42.61, สังคมศึกษา เข้าสอบ 357,050 คน เฉลี่ย 46.51, ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 354,531 คน เฉลี่ย 19.22, คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 356,591 คน เฉลี่ย 14.99, วิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 349,210 คน เฉลี่ย 30.90, สุขศึกษาและพลศึกษา เข้าสอบ 347,462 คน เฉลี่ย 62.86 , ศิลปะ เข้าสอบ 347,462 คน เฉลี่ย 32.62, การงานอาชีพและเทคโนโลยี เข้าสอบ 347,462 คน เฉลี่ย 43.69

โดยจากค่าเฉลี่ยคะแนนดังกล่าวจะเห็นได้ว่าวิชาหลักได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ได้คะแนนเฉลี่ย ไม่ถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ได้ค่อนข้างต่ำมาก เฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 20

ที่มา : http://thairecent.com/Education/2011/837869/

เห็นข่าวนี้แล้วเหนื่อยใจ ผลคะแนนเฉลี่ย O-Net ของนักเรียน ม.6 ของประเทศไทยต่ำมาก บ่งบอกถึงการจัดการศึกษาของประเทศไทยเราอย่างไร แล้วคุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร เราไม่ได้โหวตเพื่อโทษใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราจะมาร่วมกันเปิดใจหาต้นตอของปัญหาเพื่อหาทางออกแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

แล้วเรา เหล่าครูทั้งหลาย จะทำอย่างไรดี

ตรวจสอบ Slide Show! ของฉัน!

กิจกรรมวิชาเริ่มต้นกับโครงงานวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นม.2

โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่ง ที่ผู้ทำโครงงานจะต้องนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (secientific method) และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (science process) มาใช้เพื่อศึกษาหาทางแก้ปัญหาเรื่องใหม่ ๆ หรือประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ โดยผู้ทำโครงงาน เป็นผู้คิดเรื่องหรือเลือกเรื่องที่ต้องการศึกษา มีการวางแผนดำเนินการ (ลงมือปฏิบัติ) บันทึกผล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และเสนอผลงานด้วยตนเอง ตั้งแต่ต้นจนสำเร็จทุกขั้นตอน

           ขั้นที่ 1 การคิดและเลือกชื่อเรื่องหรือปัญหาที่จะศึกษา
          ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่สำคัญที่สุดและยากที่สุด ตามหลักการแล้วนักเรียนควรจะเป็นผู้คิดและเลือกหัวข้อเรื่องที่จะศึกษาด้วยตนเอง แต่ครูอาจมีบทบาทหรือมีส่วนช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถคิดหัวข้อเรื่องได้ด้วยตนเอง ดังจะได้กล่าวต่อไปกิจกรรมการเรียนการสอนผ่าน Blog เริ่มต้นกับโครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.2  ให้นักเรียนปฏิบัติดังนี้

          ขั้นที่ 2 การวางแผนในการทำโครงงาน
           ได้แก่ การวางแผนวิธีดำเนินงานในการศึกษาค้นคว้าทั้งหมด เช่น วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ในการออกแบบการทดลอง และควบคุมตัวแปร วิธีดำเนินการรวบรวมข้อมูล การวางแผนปฏิบัติงานอย่างคร่าว ๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้างเป็นขั้นตอน แล้วนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม และขอความเห็นชอบ

          ขั้นที่ 3 การลงมือทำโครงงาน
           ได้แก่ การลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่ได้วางไว้ล่วงหน้าแล้วในขั้นที่สองนั่นเอง ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล การสร้างหรือการประดิษฐ์ การปฏิบัติการทดลอง ซึ่งสุดแล้วแต่จะเป็นโครงงานประเภทใดและการค้นคว้าจากเอกสารต่าง ๆ แล้วดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งความหมายของข้อมูล และสรุปผลของการศึกษาค้นคว้า

           ขั้นที่ 4 การเขียนรายงาน
           เป็นการเสนอผลของการศึกษาค้นคว้าเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็นเอกสาร เพื่ออธิบายให้ผู้อื่นทราบรายละเอียดทั้งหมดของการทำโครงงาน ซึ่งจะประกอบด้วยปัญหาที่ทำการศึกษาวัตถุประสงค์ของการศึกษา วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่รวบรวมได้ ผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนประโยชน์และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้จากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์นั้น ๆ วิธีเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ก็มีลักษณะและแนวทางในการเขียน เช่นเดียวกับการเขียนรายงานผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง

           ขั้นที่ 5 การแสดงผลงาน
           เป็นการเสนอผลงานที่ได้ศึกษาค้นคว้าสำเร็จลงแล้วให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่งอาจกระทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ การสาธิตแสดงประกอบการรายงานปากเปล่า ฯลฯ

           ในการจัดแสดงผลงานของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ครูอาจกระทำได้ในหลายระดับ เช่น 
           - การจัดเสนอผลงานภายในชั้นเรียน
           - การจัดแสดงนิทรรศการภายในโรงเรียนเป็นการภายใน
           - การจัดแสดงนิทรรศการในงานประจำปีของโรงเรียน
           - การส่งโครงงานเข้าร่วมในงานแสดงหรือประกวดภายนอกโรงเรียนในระดับต่าง ๆ เช่น ระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัด  ระดับเขตการศึกษา และระดับชาติ เป็นต้น

ข้อมูลจาก  http://entertain.tidtam.com/data/12/0056-1.html

ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การใช้พืชทะเลลดความเค็มของดิน”

ที่มาและความสำคัญและปัญหา
              จากการที่มีการเลี้ยงกุ้งกัน ทำให้มีการแพร่กระจายของเกลือจากนากุ้ง ออกสู่พื้นที่ใกล้เคียงทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ผู้ทำโครงงานเห็นว่ามีพืชบางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้บริเวณดินเค็มริมฝั่งทะเล จึงคิดว่าน่าจะนำพืชเหล่านั้นมาดูดซับเกลือที่แพร่กระจายออกมาจากนากุ้งได้ซึ่งจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
 
จุดมุ่งหมายของการศึกษา สมมติฐาน

             พืชที่เจริญได้ดีบริเวณชายฝั่งทะเล สามารถลดมลพิษจากการแพร่กระจายของเกลือที่เกิดจากการทำนากุ้ง

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง

- ตัวแปรต้น พืชทะเลบางชนิด
– ตัวแปรตาม การลดความเค็มของดิน
– ตัวแปรควบคุม ภาชนะที่ใช้ในการทดลอง, ปริมาณดินที่ใช้ในการทดลอง

 วิธีการวิเคราะห์ความเค็ม

1. วิเคราะห์โดยการสังเกตุการเจริญเติบโตของเมล็ดข้าวในดินเค็ม ถ้าข้าวไม่เจริญแสดงว่าดินเค็ม ถ้าข้าวเจริญแสดงว่าดินไม่เค็ม
2. วิเคราะห์จากการหาปริมาณ AgNO3 ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา ถ้ามีปริมาณ AgNO3 มาก แสดงว่ามีเกลือมาก

 วิธีการทดลอง

1. สำรวจชนิด และปริมาณพืชที่ขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเล เพื่อจะคัดเลือกพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณชายฝั่งทะเลมาลดมลพิษการแพร่กระจายของเกลือ
2. ทดลองศึกษาประสิทธิภาพในการดูดซับความเค็มของผักบุ้งทะเลและถั่วทะเลโดยใช้ดินจากนากุ้ง
3. ทดลองปลูกผักบุ้งทะเลและถั่วทะเลบริเวณที่ว่างเปล่าริมนากุ้ง
4. ทดลองศึกษาประสิทธิภาพในการดูดซับความเค็มของผักบุ้งทะเลและถั่วทะเลโดยใช้ดินเลนจากก้นบ่อกุ้ง
5. ทดลองศึกษาปริมาณเกลือในต้นผักบุ้งทะเลที่ขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเลเปรียบเทียบกับผักบุ้งทะเลที่ขึ้นบริเวณดินปกติ (ปกติ คือ ดินที่อยู่***งไกลจากทะเล)

 ผลการวิเคราะห์และวิจารณ์ผล

1. พืชทะเลมี 10 ชนิด คือ ผักบุ้งทะเล, ถั่วทะเล, งับพริก, คดดินสอ, แพงพวย, ปอทะเล, บุกรอ, หูกวาง, แห้วหมู, หญ้าหนวดกุ้ง และพบว่า ผักบุ้งทะเลและถั่วทะเลเจริญเติบโตได้ดีจึงนำพืชทั้ง 2 ชนิดมาดูดซับเกลือ
2. การนำผักบุ้งทะเลและถั่วทะเลดูดซับเกลือในปล้องบ่อได้จริง ในระยะเวลา 120 วัน
3. การทดลองดูดซับเกลือในแปลง พบว่าดูดซับเกลือได้เช่นกันในเวลา 120 วัน
4. แม้ใช้ดินเลนที่มีขี้กุ้งมาปลูกผักบุ้งทะเลก็ยังสามารถเจริญได้ดีและดูดซับเกลือได้
5. ผลการวิเคราะห์ในลำต้นผักบุ้งที่ขึ้นริมฝั่งทะเลมีเกลือมากกว่าผักบุ้งที่ขึ้นบริเวณดินไม่เค็ม

ประโยชน์ของโครงงาน

             จากการศึกษาพบว่าพืชทั้ง 2 ชนิด คือ ผักบุ้งทะเลและถั่วทะเล สามารถลดความเค็มของดินได้จริงดังนั้นผู้ทำโครงงานจึงคิดว่า ควรจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2 อย่าง คือ
1. นำไปลดความเค็มของดินบริเวณนาที่มีการเลี้ยงกุ้ง
2. อาจนำไปลดความเค็มของดินที่แพร่กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยได้ (แต่ยังไม่มีการทดลอง)
ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กิจกรรมที่มอบหมาย

1. เพื่อศึกษาหาชนิดและปริมาณของพืชทะเล นำมาลดมลพิษจากแพร่กระจายของเกลือ
2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ การดูดซับความเค็มของผักบุ้งทะเลและถั่วทะเล โดยใช้ดินที่ได้จากนากุ้ง
3. เพื่อศึกษาการปลูกผักบุ้งทะเล และถั่วทะเลบริเวณว่างเปล่าริมนากุ้งเพื่อลดความเค็ม
4. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ การดูดซับความเค็มของผักบุ้งทะเลและถั่วทะเล โดยใช้ดินเลนจากก้นบ่อกุ้ง
5. เพื่อศึกษาหาปริมาณเกลือในต้นผักบุ้งทะเลที่บริเวณชายฝั่งทะเล เปรียบเทียบกับผักบุ้งทะเลที่อยู่***งไกลชายฝั่งทะเล

1. แนะนำตนเอง โดยบอก ชื่อ  ชั้น  เลขที่ คติประจำใจและอาชีพที่ใฝ่ฝัน โพสต์บนกระดานข้อความใน Facebook ของครูกอบวิทย์

2. จากตัวอย่างของโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ครูกำหนดให้ ให้นักเรียนวิเคราะห์และตอบคำถามว่า

      1)   โครงงานวิทยาศาสตร์นี้ เป็นโครงงานประเภทใด

      2)   ที่มาของโครงงานนี้เกิดจากปัญหาใด

      3)   ให้วิจารณ์ว่าโครงงานวิทยาศาสตร์นี้ มีความถูกต้องตามขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือไม่ อย่างไร

      4)   ถ้าครูกำหนดให้นักเรียนศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์นี้ต่อ นักเรียนจะศึกษาต่อยอดเรื่องอะไรต่อไป 

       โดยให้นักเรียนโพสต์คำตอบลงในช่อง Post comment ด้านล่างของ Blog นี้ พร้อมใส่ชื่อ ชั้นและเลขที่ ให้เรียบร้อย

3. ใช้โปรแกรม Powerpoint  จัดทำสไลด์นำเสนอประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จำนวน 1 สไลด์ แล้ว Save เป็นไฟล์ .jpg  จากนั้น Save แล้วนำภาพนั้นมา Post ส่งครู บนกระดานข้อความใน Facebook ของครูกอบวิทย์

4. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินการศึกษาค้นคว้า สำรวจข้อมูลตามปัญหาที่สนใจ แล้วจัดทำรายงานตามรูปแบบที่ครูกำหนด โดยคลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลด ตัวอย่างรูปแบบการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  จัดทำรูปเล่มให้เสร็จเรียบร้อน แล้วปริ้นท์ส่งครู ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 (ควรนำมาให้ครูดูและปรึกษาครูเป็นระยะ)

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 383 other followers

%d bloggers like this: