Author Archives: teacherkobwit2010

คำขวัญวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ พ.ศ. 2557

 

imageคำขวัญเนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2557 “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี”

 

คำขวัญวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2556

คำขวัญวันวิทย์2556

คำขวัญวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2556 “ทันโลก ทันวิทย์ จุดประกายความคิดสู่อาเซียน”
เนื่องจากในทุก ๆ วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ วงการดาราศาสตร์ และวงการศึกษาของไทย เพราะถ้าย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 จะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้า 2 ปี ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

“ทันโลกทันวิทย์ จุดประกายความคิดสู่อาเซียน” คือสโลแกนของงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2556 มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในประเทศอาเซียน จัดโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ปีนี้ เนรมิตพื้นที่ 42,000 ตารางเมตรในไบเทค บางนา จัดกิจกรรมผ่านระบบ 3 มิติและ 4 มิติ เพื่อให้เสมือนจริงมากที่สุดผ่านกิจกรรมหลากหลาย ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่วันที่ 6-21 สิงหาคม 2556

ถือเป็น 16 วันแห่งสาระความรู้ที่ประชาชนและเยาวชน จะต้องไปซึมซับกับความสนุกตื่นเต้นรวมทั้งความก้าวหน้าของ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ที่สำคัญ ปีนี้ มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จะจัดใหญ่กว่าทุกปี เนื่องจากเป็นการร่วมฉลองปีสากลแห่งความร่วมมือเรื่องน้ำ ตามมติขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ทั้งยังเป็นปีแห่งดาวหางที่จะมาเยือนโลกอีกด้วย

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ให้ข้อมูลว่างานมหกรรมวิทยาศาสตร์ ปีนี้ ทั้งนิทรรศการ และเครื่องเล่น จะเน้นระบบ 3 มิติและ 4 มิติ เพื่อให้กิจกรรมน่าสนใจและมีความเหมือนจริงมากที่สุด โดยจะเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอหุ่นยนต์เสมือนจริงที่สุดจากประเทศญี่ปุ่น คือ หุ่นยนต์ชิมาร่าซึ่งเป็นสัตว์ในจินตนาการ มี 3 หัวคือ เสือ แพะ และงู เคลื่อนไหวด้วยไฮโดรลิกเหมือนจริงขนาดสูง 1.5 เมตร นอกจากนี้ ยังมีหุ่นยนต์มังกร ขนาดเท่าตัวจริง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ต่างๆ ซึ่งเหมือนกับม้านิลมังกรของไทย

ไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดคือ เรื่องน้ำ ซึ่งปีนี้เป็นปีสากล จะมีเครื่องซิมูเลเตอร์ หรือบัสซิมมูเลเตอร์ 4 มิติ พาผู้คนไปผจญภัยกับการเดินทางของน้ำ ตั้งแต่ต้นกำเนิดของสายน้ำไปจนถึงมหาสมุทรเรียกว่าแค่ขึ้นไปนั่ง จอภาพรอบทิศทาง รวมถึงแสง สี เสียง ละอองน้ำ และสิ่งของรอบตัว ก็จะทำให้เรารู้สึกเหมือนกับกำลังผจญภัยอยู่ในน้ำจริงๆ

ส่วนของดาราศาสตร์ จะมีท้องฟ้าจำลองเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 10 เมตร มาให้ชม รวมถึงมีห้องคอนโทรลกล้องดูดาวที่เชื่อมโยงไปยังเครือข่ายต่างประเทศ สามารถสั่งการจากประเทศไทยให้กล้องดูดาวที่ประเทศอาร์เจนตินาหมุนไปทางทิศใดก็ได้ตามต้องการ รวมทั้งการนำเสนออุกกาบาต ภัยพิบัติจากนอกโลก และร่วมทดลองทำดาวหางด้วยตัวเองต้อนรับการมาเยือนดาวหางไอซอน ซึ่งถือเป็นดาวหางแห่งศตวรรษที่จะมาเยือนโลกในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นการต้อนรับปีแห่งดาวหางสากล

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและสิ่งแวดล้อม ที่ไฮไลท์อยู่ที่การทำแม็พปิงลูกโลกที่แสดงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรื่องของวิกฤติอาหารที่จะมีการจำลองเทคโนโลยีฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ระบบปิด โซนเทคโนโลยีทางการแพทย์และยารวมถึงการนำเสนอเครื่อง Kinectic X-ray เป็นเครื่องมือที่ใช้ Kinectic เซ็นเซอร์ จับการเคลื่อนไหวของผู้เล่น แล้วแสดงผลเป็นโครงร่างกระดูกของแต่ละคนบนหน้าจอ และที่สำคัญ คือในส่วนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะนำเทคโนโลยีการทำหมันแมลงวันทองมาสาธิตให้ชม

ไม่เพียงนิทรรศการจากในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีอีก 7 ประเทศมาร่วมด้วย โดยสหรัฐอเมริกา นำเสนอนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต สาธารณรัฐประชาชนจีน นำเสนอโซลาร์เซลล์ อังกฤษ นำเสนอความก้าวหน้าทางการแพทย์ ญี่ปุ่นเสนอความก้าวหน้าของอวกาศและดาวเทียม รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น

“ที่สำคัญปีนี้เป็นปีแรกที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะจัดประกวดคำขวัญของกระทรวง เพื่อให้รู้ว่ากระทรวงวิทย์ในสายตาประชาชนเป็นอย่างไร และประชาชนอยากให้วิทยาศาสตร์ของประเทศไทยเป็นไปในรูปแบบใด โดยแบ่งการประกวดเป็น 2 ระดับ
คือ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ชิงโล่และเงินรางวัล” นายพีรพันธุ์ กล่าวและว่า งานมหกรรมวิทย์ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ว่าเป็นนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย โดยแต่ละปีมีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และปีนี้คาดว่าจะมีถึง 1.3 ล้านคน

สำหรับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2556 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-21 ส.ค.นี้ ที่ไบเทค บางนา นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 14-18 ส.ค.นี้ ยังมีการจัดงานเทคโนมาร์ท ที่ลานหน้าเซ็นทรัล เวิลด์ ราชประสงค์อีกด้วย

ขอขอบคุณที่มาของข่าวจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า http://www.naewna.com/local/62512

กิจกรรมเยาวชนเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปี 2556

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน ในงานสัปดาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปี 2556 ขึ้นระหว่างวันที่ 6-21 สิงหาคม 2556 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

ดาวน์โหลดเอกสารรายละเอียดกิจกรรม คลิกที่นี่

scienceweek1

scienceweek2

โครงการ
1 .การแข่งขันวาดภาพการ์ตูนและวาดภาพจินตนาการทางวิทยาศาสตร์(ระดับประถม,ม.ต้น,ม.ปลาย)
2 .การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์  (ระดับประถม,ม.ต้น,ม.ปลาย)
3 .การแข่งขันกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  (ระดับ ม.ต้น,ม.ปลาย)
4 .การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์  (ระดับ ม.ต้น, ม.ปลาย)
5 .การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์  (Science Show) (ระดับประถม, ม.ต้น)
6 .การประกวดกิจกรรมชุมนุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์–SCG  (ระดับ ม.ต้น)
7 .การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนักวิทยาศาสตร์น้อย  (ระดับประถม)
8 .การประกวดและจัดนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา-เอสโซ่-สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
9 .การประกวดโครงการรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย
10.ค่ายวิทยาศาสตร์ ณ หว้ากอ  (ระดับ ม.ปลาย)
11.ค่ายวิทยาศาสตร์เยาวชนช้างเผือกซิเมนต์ไทย  (ระดับ ม.ต้น)
12.ค่ายเวทีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ  (ระดับประถม,  ม.ต้น, ม.ปลาย
ศูนย์จัดกิจกรรม
1. ภาคกลาง องค์การพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
2. ภาคกลาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ภาคเหนือตอนบน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. ภาคเหนือตอนล่าง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
5. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
6. ภาคตะวันออก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
7. ภาคใต้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.scisoc.or.th

Powerpoint ประกอบการบรรยาย อ.ศรัญยู

405717_171031069729817_2112843794_n

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารประกอบการบรรยายของ อาจารย์ศรัญยู ศรีสมพร ครูเชียวชาญ  โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง

ในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลากรในการพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ ระดับ ม.1-3 (Inspiring Science) ปีการศึกษา 2556

ไฟล์หนังสือ Active Learning and Active Teaching  คลิกที่นี่ หนังสือATLAS

ไฟล์ Powerpoint บรรยายเกี่ยวกับ Inspiring Science คลิกที่นี่ บรรยาย inspiring science by อ,ศรัญยู

ไฟล์ Powerpoint ประกอบการเรียนการสอน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ร้านไอศครีม (ปรับใหม่) IceCafe2 thaic

ไฟล์ Student Sheet IceCafe2SS(Thai)

ไฟล์ Student Sheet IceCafe2SS2_Thai

ไฟล์ Teacher Guide IceCafe2Tguide_Thai

ทดลองการใช้งานBlog ในการอบรมครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

วันนี้มีโอกาสได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการใช้ Social media ให้กับคุณครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของการใช้งาน

1. ทดลองใส่ภาพ 

2. ทดลองใส่ไฟล์ให้ดาวน์โหลด

ให้นักเรียนดาวน์โหลดไฟล์เรื่อง สารละลาย ไปใช้ในการศึกษาและทบทวนความรู้

ดาวน์โหลดไฟล์ คลิ๊กที่นี่

3. ทดลองใส่คลิปวีดิโอ

คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาคลิปวีดิโอนี้แล้วแสดงความคิดเห็น

4. ทดลองใส่โพลสำรวจความพึงพอใจ

ให้นักเรียนคลิ๊กลงในช่องที่ตรงกับระดับความคิดเห็นของนักเรียน

5. ทดลองใส่ Slideshare

คำขวัญวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปี 2555

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กระปุกดอทคอม

เนื่องจากในทุก ๆ วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ วงการดาราศาสตร์ และวงการศึกษาของไทย เพราะถ้าย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 จะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้า 2 ปี ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

          แต่ก่อนอื่นเราจะพาไปรู้จักความหมายของ “วิทยาศาสตร์” (Science) กันก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งกระบวนการประมวลความรู้เชิงประจักษ์ ที่เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และกลุ่มขององค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์

ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า “ปฏิทินปักขคณนา” (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า “กระดานปักขคณนา” ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง

ในพระราชฐานของพระองค์ ทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะมีหอดูดาว โดยเฉพาะหอชัชวาลเวียงชัย ในบริเวณพระนครคีรีหรือเขาวัง พระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทยต่อไป ดังนั้นหอนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลา พระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2395 โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

วันวิทยาศาสตร์

          ต่อมาใน วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชจากท่านิเวศวรดิษฐ์ไปยังบ้านหว้ากอ พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ (รัชกาลที่ 5) ขณะพระชนมายุ 16 พรรษา กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชบริพารจำนวนมาก ด้วยทรงตั้งพระปณิธานแน่วแน่ที่จะพิสูจน์ผลการคำนวนของพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230

 โดยจะเห็นหมดดวงและชัดเจนที่สุด คือ ที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณ เกาะจาน ขึ้นไปถึง ปราณบุรี และลงไปถึง จังหวัดชุมพรจึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ไปสร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับเชิญคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์ ซึ่งเมื่อถึงวันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงพยากรณ์ทุกประการ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เซอร์แฮรี ออด ได้ทำการบันทึกเหตุการณ์ไว้ และเมื่อ พ.ศ.2518 หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้ทำการแปลเป็นภาษาไทยในงานหว้ากอรำลึก ณ ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร ว่า “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกถ้วนที่สุด ถูกถ้วนยิ่งกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้”

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับเอาศิลปวิทยาการ และความคิดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศ ด้วยเหตุนี้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้วยพระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณนานัปการ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านดาราศาสตร์

          ทั้งนี้ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีแนวคิดว่าน่าจะถือเอาวันที่ 18 สิงหาคม เป็น วันวิทยาศาสตร์ ไทย ต่อมาวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” และต่อมาได้มีการสร้าง “อุทยานวิทยาศาสตร์” ที่ บ้านหว้ากอ

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออุทยานนี้ว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” และได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปหล่อประทับนั่งบนพระเก้าอี้ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ ชุดเดียวกับวันที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาบ้านหว้ากอ
นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2527 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18 – 24 สิงหาคม โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่างๆ จนได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญ ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการจัดงาน “สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เป็นประจำทุกปี ระหว่าง วันที่ 18 – 24 สิงหาคม

 คำขวัญวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

2532 พิทักษ์สิ่งแวดล้อมของชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2533 เพิ่มคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2534 ขจัดมลพิษทุกชีวิตจะปลอดภัย
 2536 วิทยาศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจ เพิ่มคุณค่าชีวิต พิทักษ์สิ่งแวดล้อม
2537 ขจัดปัญหาน้ำของชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2538 เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวไกล เศรษฐกิจไทยมั่นคง
2539 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาชาติไทยให้ก้าวหน้า
2540 พัฒนาคน พัฒนาชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2541 พัฒนาเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์ พัฒนาชาติด้วยภูมิปัญญาไทย
2542 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวไกล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไทยที่ยั่งยื่น
2543 พัฒนาคน พัฒนาชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2544 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย
2545 เหมือนกับช่วงปี 2544
2546 เส้นทางแห่งการค้นพบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณค่าแห่งภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
2547 เศรษฐกิจของชาติมีปัญหา วิทยาศาสตร์มีคำตอบ
2548 วิทยาศาสตร์คือความรู้สู่ความสำเร็จ
2549 เศรษฐกิจพอเพียง เคียงคู่ไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2550 วิทยาศาสตร์สร้างปัญญาในสังคม
2551 วิทยาศาสตร์สร้างชาติ สร้างอนาคต
2552 วิทยาศาสตร์ก้าวไกล นำไทยก้าวหน้า
2553 จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์
2554 จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์
2555 จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์

  วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

1. เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”

2. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคน ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3. เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน การค้นคว้า วิจัย ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

4. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชน ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

5. เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน

  กิจกรรมที่ควรปฏิบัติใน วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ

– ร่วมพิธีวางมาลาและเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

- จัดนิทรรศการเผยแพร่ พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

- จัดกิจกรรมส่งเสริมงานด้านวิทยาศาสตร์ และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/27324

กว่าเวลา ๑๐ ปี… ที่ศิษย์มี “ผอ.สุภาวดี” ในดวงใจ

หนึ่งสตรีที่เก่งกล้ามากสามารถ        ผู้เปรื่องปราชญ์ในด้านการศึกษา

หนึ่งคุณครูผู้มีจิตวิญญา                                    สั่งสอนศิษย์ด้วยศรัทธาในความดี

หนึ่งผู้นำผู้เลิศล้ำบริหาร                                    ทั้งครองคน ครองงาน ครองตนนี้

หนึ่งมารดาของลูกศิษย์แสนมากมี                  ผู้อุทิศมอบชีวีเพื่อทุกคน

หนึ่งเดียวนี้ “ผอ.สุภาวดี  วงษ์สกุล”     ผู้เกื้อหนุนสร้างสรรค์งานจนเกิดผล

พัฒนาสถานศึกษาสู่สากล                                 ผู้ครองตนเป็นแบบอย่างที่แสนดี

หากจะกล่าวถึงพระคุณของท่านนั้น                 เกินรำพันจะบรรยายในที่นี้

เพราะผลงานที่สร้างไว้นั้นมากมี                       จะขอกล่าวจากฤดีดังนี้เอย….

กว่าที่ชีวิตของข้าพเจ้าจะเดินทางก้าวมาถึงวันนี้ มีบุคคลหลายท่านที่เป็นผู้มีพระคุณ ซึ่งคอยส่งเสริม  สนับสนุน ให้โอกาสและเป็นแบบอย่างที่ดีของข้าพเจ้า ท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้ารัก เคารพและยังรำลึกถึงท่านอยู่เสมอ คือ ท่าน ผอ.สุภาวดี  วงษ์สกุล ซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับท่าน เมื่อปี พ.ศ. 2545 ขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ของโรงเรียนสายปัญญารังสิต ตลอดระยะเวลาที่ท่าน ผอ.สุภาวดี ได้ก้าวมาเป็นผู้อำนวยการ ภายใต้การบริหารงานของท่าน ทำให้โรงเรียนสายปัญญารังสิต เจริญก้าวหน้าและมีชื่อเสียงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งชาวสายปัญญารังสิตทุกคน ต่างรับรู้ และภาคภูมิใจยิ่งนัก

ในช่วงนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นตัวแทนของนักเรียนเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเป็นนักเรียนรางวัลพระราชทานของโรงเรียนสายปัญญารังสิต ท่าน ผอ.สุภาวดี เป็นผู้ที่คอยส่งเสริม  สนับสนุนในทุกๆเรื่อง ซึ่งข้าพเจ้ารับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีที่ท่านมอบให้  นอกจากนี้ถึงแม้ว่าบทบาทของท่านจะเป็น ผอ. ไม่ได้สอนข้าพเจ้าหรือนักเรียนคนอื่นๆโดยตรง แต่ท่านก็เป็นครูที่คอยดูแล อบรมสั่งสอน ให้ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนเก่ง ดี และมีความสุข  ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของครูอาจารย์  นักเรียน  ผู้ปกครอง  ชุมชน แม้กระทั่งผู้บริหารด้วยกัน ท่านบริหารงานอย่างเข้าถึงทุกๆคน หรืออาจกล่าวได้ว่า ท่าน ผอ.สุภาวดี คือ “ผู้บริหารในดวงใจ”  สิ่งนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความรักและศรัทธาในท่าน ผอ.สุภาวดี เป็นอย่างมาก ท่านสร้างแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าอยากประกอบวิชาชีพครู เพื่อสานต่ออุดมการณ์เพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ โดยมีท่าน ผอ.สุภาวดี เป็นแบบอย่างของครูที่ดี

จวบจนวันที่ข้าพเจ้าใกล้จะสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่าน ผอ.สุภาวดี ได้ให้เกียรติเขียนข้อความในตอนหนึ่งให้กับข้าพเจ้า ซึ่งคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีถึงตอนนี้ เมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เปิดบันทึกนี้อีกครั้ง

ด้วยความรัก เคารพ และคิดถึงท่าน ผอ.สุภาวดี ข้าพเจ้าจึงได้ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกผ่านบทกลอนถึงท่าน ดังนี้

เปิดบันทึกนึกความหลังยังได้พบ     ผอ.สุภาวดีที่เคารพของศิษย์นั้น
แม้เวลาล่วงเลยมานานวัน                กว่าสิบปีที่ท่านได้เขียนมา
ณ วันนั้นผมเป็นศิษย์ ส.ป.ร.            ท่านก็เป็นผอ. ผู้เก่งกล้า
ท่านได้เขียนข้อความนี้เมื่อนานมา        ศิษย์ตรึงตรามีคุณค่าประจักษ์ใจ
ทุกข้อความที่ท่านกล่าวแสนซาบซึ้ง   จนมาถึงในวันนี้ศิษย์เติบใหญ่
เป็นครูดีมีชีวีที่ก้าวไกล                       จริงดังที่ท่านเขียนไว้มิคลาดครา
ผมกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ ศิษย์คนนี้    รัก ผอ.สุภาวดี เป็นหนักหนา
ขอบพระคุณที่ท่านนั้นเมตตา            มอบกลอนนี้แทนวาจาของศิษย์เอย

จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ความรักและเคารพที่ข้าพเจ้ามีต่อท่าน ผอ.สุภาวดี มิเคยเปลี่ยนแปลง ณ ตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ได้เป็น “ข้าราชการครู” สมดั่งที่มุ่งมั่นและตั้งใจไว้ โดยยังคงมีท่าน ผอ.สุภาวดี เป็นเป็นอย่างในการเป็นครูที่ดี เป็นข้าราชการที่ดี และจะเป็นผู้บริหารที่ดีเหมือนท่านในอนาคต  จากอุดมการณ์ในความเป็นครูที่ข้าพเจ้าได้รับจากท่าน ผอ.สุภาวดี ทำให้ข้าพเจ้าเป็นครูผู้มีอุดมการณ์ ดำเนินรอยตามท่านมิคลาดครา ส่งผลให้ข้าพเจ้าได้รับรางวัลต่างๆ ที่เชิดชูเกียรติแห่งวิชาชีพครูมากมาย  ซึ่งข้าพเจ้ายังจดจำไว้เสมอมาและไม่เคยลืมเลือนไปจากใจ

เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบท่าน ผอ.สุภาวดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสดีที่ข้าพเจ้าได้พบกับท่านอีกครั้ง แม้ตอนนี้ข้าพเจ้าจะเป็นครูแล้ว แต่ความรู้สึกของข้าพเจ้าที่มีต่อท่าน ผอ.สุภาวดี ยังคงมิเปลี่ยนแปลง ยังรู้สึกว่าข้าพเจ้ายังคงเป็นศิษย์ของท่าน ผอ.สุภาวดี คนเดิม และดีใจมากที่ท่านยังจำลูกศิษย์คนนี้ได้

แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงไร ท่าน ผอ.สุภาวดี ยังคงเป็น “ครูในดวงใจ” และ “ผู้บริหารในดวงใจ”ของข้าพเจ้ามิเสื่อมคลาย  ข้าพเจ้ารัก  เคารพและศรัทธาท่านเป็นอย่างยิ่ง และยังคงลำรึกถึงพระคุณและสื่งดีดีที่ท่านได้สร้างสรรค์ไว้อยู่เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่า “ท่าน ผอ.สุภาวดี คือหนึ่งบุคคลสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหลายของข้าพเจ้าในวันนี้” ยิ่งข้าพเจ้าได้เห็นการทำงานของท่าน ผอ.สุภาวดี ในปัจจุบันที่บริหารโรงเรียนต่างๆที่ผ่านมาไปสู่ความสำเร็จ ทั้งในการพัฒนานักเรียน  พัฒนาสถานศึกษา และพัฒนาครูอาจารย์ ยิ่งได้เห็นถึงอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษา เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ข้าพเจ้าจะขอเป้นส่วนหนึ่งเพื่อร่วมอุดมการณ์กับท่านต่อไป

ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดมาจากใจ ที่มีต่อท่าน ผอ.สุภาวดี  วงษ์สกุล  แม้ข้าพเจ้าจะเป็นเพียงตัวแทนของลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสได้กล่าวถึงท่าน แต่ยังคงมีลูกศิษย์ ตลอดจนผู้ที่เคยร่วมงานกับท่าน ผอ.สุภาวดี อีกมากมายที่อยากจะกล่าวถึงท่านแต่ไม่มีโอกาส ซึ่งข้าพเจ้ากล่าวได้เลยว่า ทุกๆคนก็ล้วนมีความรู้สึกต่อท่าน ผอ. สุภาวดี เหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมานี้

ข้าพเจ้า นายกอบวิทย์  พิริยะวัฒน์ ขอกราบขอบพระคุณท่าน ผอ.สุภาวดี  วงษ์สกุล ไว้ ณ โอกาสนี้ และจะขอเป็นลูกศิษย์ที่ดำเนินรอยตามอุดมการณ์ของท่านตลอดไป

กอบวิทย์    พิริยะวัฒน์

ปรากฏการณ์แสงเหนือ ความงดงามบนน่านฟ้า

ในช่วงนี้โลกของเราเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ “แสงเหนือ” หรือ “ออโรร่า” ซึ่งเกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าของเมืองเซนต์ คลาวด์ ในรัฐมินนิโซตา ของสหรัฐฯ ซึ่งยังเห็นได้จากพื้นที่ทางตอนใต้ของแคนาดาอีกด้วย โดยปรากฏการณ์แสงเหนือครั้งนี้ เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุสุริยะ หรือการปะทุครั้งใหญ่ในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว และได้แผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้ามายังชั้นบรรยากาศของโลก
พายุสุริยะจากดวงอาทิตย์นั้นจะมีอัตราเกิดเฉลี่ยหลายครั้งต่อวันไปจนถึง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยขึ้นอยู่กับ “วัฏจักรสุริยะ” ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 11 ปีตามเวลาของโลก ขณะที่คาดการณ์ว่า “วัฏจักรสุริยะ” จะเข้าสู่ภาวะที่รุนแรงที่สุดในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพายุสุริยะในอัตราที่ถี่มากขึ้นอีกด้วย ที่มา http://www.ch7.com/news/news_international_detail.aspx?c=3&p=9&d=195869


July 15, 2012: AP Photo/The Star Tribune, Brian Peterson

เรื่องที่เกิดบนโลกนี้เราควรรู้

ไม่ว่าครูหรือนักเรียนเพียรขยัน
ในช่วงนี้ปรากฏการณ์ที่ทราบกัน
“แสงเหนือใต้”หลากสีสันบนฟ้าไกล
วิทยาศาสตร์อยู่รอบตัวเราทั้งหลาย
องค์ความรู้มากมายต้องทราบไว้
ต้องติดตามต้องศึกษาต้องใส่ใจ
เราต้องใฝ่ทันสมัยทุกเวลา
ปรากฏการณ์”ออโรร่า”หรือ”แสงเหนือ”
งามเหลือเชื่อหลากสีสันบนน่านฟ้า
เกิดที่รัฐ มินนิโซตา อเมริกา
และเห็นถึงแคนาดาน่าสนใจ
หวังเพื่อนครูได้นำสู่การสอนศิษย์
เพื่อเชื่อมโยงกับชีวิตนำไปใช้
บูรณาการวิทยาศาสตร์บันดาลใจ
เพื่อสร้างไทยให้ก้าวไกลด้วยวิทย์เอย…
โดย กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์  16 กรกฎาคม 2555
เชิญชมคลิปปรากฏการณ์ออโรร่า กันนะครับ สวยงามมากๆ

มารู้จักกับ  ปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้

โดย วิรุฬหกกลับ  อ้างอิงมาจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/38509


ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นความสวยงามที่เกิดขึ้นจากห้วงอวกาศ แสงสุกสกาวสว่างไสว หลากสีสันจะปรากฏเกิดขึ้น ณ สุดขอบฟ้าอันไกลโพ้นคล้ายม่านสวรรค์ ดุจดั่งแพรพรรณหลากสี แสงเหนือ- แสงใต้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดจากลมสุริยะที่ถูกพัดพามาจากดวงอาทิตย์มากระทบกับโลกของเรา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้มักมีปรากฏให้เห็นในบริเวณแถบขั้วโลก จึงมีโอกาสที่เป็นไปได้น้อยมากสำหรับ ประชากรที่อยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรอย่างเราๆ จะได้มีโอกาสได้ชมความงามอันมหัศจรรย์เช่นนั้น

ปรากฎการณ์ แสงเหนือ- แสงใต้ หรือปรากฏการณ์ แสงขั้วโลก มีชื่อตามภาษาอังกฤษว่า “”Aurora Polaris”” มักจะเกิดขึ้นในแถบขั้วโลกเหนือและใต้ โดยมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันใน ขั้วโลกเหนือจะถูกขนานนามว่า “Aurora Borealis” หรือ “แสงเหนือ” ส่วนในขั้วโลกใต้จะถูกเรียกว่า “Aurora Australis” หรือแสงใต้ และถูกเรียกรวมๆกันว่า แสงออโรร่า


 ความมหัศจรรย์ของแสงออโรร่า
                                       ภาพจาก http://www.rocketroberts.com

ในอดีตที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าทีควร ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกตีความ ไปเป็นเรื่องของพลังอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้า  เรื่องราวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์  หรือเป็นเรื่องของจิตวิญญาณซึ่งจะแตกต่างกันไปตามถิ่นฐานที่ได้เห็นแสงออโรร่า

ในทวีปอเมริกาผู้คนต่างเชื่อกันว่าแสงออโรร่า เป็นแสงที่เกิดจากดวงวิญญาณที่พวกเขาพยายามจะติดต่อด้วย ในขณะที่ชาวนอร์เวย์และชาวไวกิ้งเชื่อกันว่า แสงออโรร่าคือวิญญาณของสาวพรหมจารีที่มาร่ายร่ำท่ามกลางรัตติกาล แต่ในความเชื่อของชาวเอสกิโมและชนพื้นถิ่นทางตอนเหนือของแคนนาดากลับเชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของผู้ตายที่พยายามติดต่อกับบรรดาญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่บนพื้นโลก ไม่ว่าจะเคยเชื่อกันมาอย่างไรก็ตามสุดท้ายวิทยาศาสตร์ได้ชี้ชัดว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะพายุสุริยะที่ถูกปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยหลัก และยังรวมไปถึงสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศโลก
ดวงอาทิตย์
         ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาล เป็นแหล่งพลังงานที่สะท้อนส่องไปทั่วทั้งระบบสุริยะจักรวาล ความสำคัญของดวงอาทิตย์ที่มีผลต่อการเกิดของแสงเหนือ-แสงใต้นี้ เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายประการ แต่อย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่งซึ่งถือว่าเป็นหลักในการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวคือลมสุริยะ  ในสภาวะปรกติ ดวงอาทิตย์จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์มีชั้นบรรยากาศ และสนามแม่เหล็กไฟฟ้าปกคลุมอยู่อย่างโลกของเรา ในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์จะเต็มไปด้วยไฮโดรเจนที่ปลดปล่อย โปรตอนและอิเล็กตรอนออกมาตลอดเวลา ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เรียกกันว่าลมสุริยะ แม้จะมีการการปลดปล่อยลมสุริยะออกมาอย่างต่อเนื่องแต่ในบางครั้งผู้คนในโลกต่างไม่ได้รับรู้ถึงความเป็นไปอันนี้ เพราะระยะทางที่ไกลห่างกันเกินไป และลมสุริยะในสภาวะปกติก็มีความเบาบางเกินกว่าที่จะฝ่าผ่านสนามแม่เหล็กโลกเข้ามาได้ หรือ ไม่ก็โดนชั้นบรรยากาศโลกดูดซับไปจนหมดสิ้น
ดวงอาทิตย์คล้ายลูกไฟขนาดมหึมาที่มีกองเพลิงเต้นเร่าอยู่ตลอดเวลาบ้างครั้งโหมกระหน่ำรุนแรงแต่บางครั้งกลับสงบนิ่งส่องแสงอยู่ในความมืดของห้วงสุริยะจักรวาล ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์มีอยู่ตลอดนอกจากลมสุริยะแล้ว การเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ที่มีผลต่อการปรากฏเป็น แสงออโรร่านั้นมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นร่วมด้วยคือ
–  Sunspot หรือบริเวณจุดดำบนดวงอาทิตย์จุดดำเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในบริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์ บริเวณนี้จะมีความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สูงกว่าบริเวณอื่นๆ เหตุที่มองเห็นเป็นจุดดำอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงของดวงอาทิตย์นั้นเพราะเพระยะทางที่อยู่ไกลห่างจากโลก และบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดวงอาทิตย์แต่กระนั้นก็ยังมีอุณหภูมิสูงกว่า1,000 องศาเซสเซียสเลยทีเดียว ในบริเวณนี้เองเมื่อเกิดการประทุของดวงอาทิตย์จะทำให้ เกิดลมสุริยะที่รุนแร ง นักวิทยาศาสตร์พบว่าปรากฏการณ์แสงออโรร่าที่เกิดขึ้นบนพื้นโลกจะมีมากน้อยเพียงใดมักจะสัมพันธ์กับจุดดำ Sunspot บนดวงอาทิตย์เสมอ


 สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นบริเวณจุดดำ(Sunspot)
                                         ภาพจาก www.nasa.gov

-  ปรากฏการณ์ โซลาร์ แฟลร์ (Solar Flare) เป็นการปะทุของดวงอาทิตย์ซึ่งเมื่อเกิดการประทุจะส่งพลังงานจำนวนมหาศาลออกมา มักจะเกิดการปะทุในบริเวณ Sunspot  ว่ากันว่าพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมานี้มีค่าเทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดไฮโดรเจนขนาด 100 เมกกะตันจำนวน 1 ล้านลูกรวมกัน ทำให้เกิดพลังงานจำนวนมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา เกิดประจุไฟฟ้าเล็ดลอดออกมามากมายกลายเป็นลมสุริยะที่มีความรุนแรงจนถึงขั้นกลายเป็นพายุสุริยะและสามารถเดินทางมาถึงโลกเราได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบนาที
– Coronal Mass Ejection (CME) เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยมวลออกมา อนุภาคไฟฟ้าพลังงานงานสูงจะถูกปลดปล่อยออกมาด้วยความเร็วที่สูงนับพันกิโลเมตรต่อวินาที ปรากฎกาณ์ นี้มักจะเกิดร่วมกับการเกิด ปรากฏการณ์ โซลาร์ แฟลร์
เหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญที่จะกำหนดถึงความรุนแรงของ พายุสุริยะว่าจะมีมากน้อยเพียงใดซึ่งนั้นหมายถึงการเกิดผลกระทบกับโลกเราโดยตรง ในแง่ของการสังเกตเห็นก็คือการเกิดแสงออโรร่านั้นเอง
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์พบว่า Sunspot หรือ ปริมาณจุดดำบางช่วงเวลาอาจจะมีเป็นจำนวนมากแต่บางช่วงเวลา กลับแทบจะไม่มีปรากฏขึ้นเลย  ความผันแปรเหล่านี้จะผันแปรกันไปตามวัฏจักร  ซึ่งมีค่าเฉลี่ยประมาณ 11.1 ปี ใน 1 คาบ ของการเปลี่ยนแปลง  ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในรอบ 11 ปี จะมีลมพายุสุริยะที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ซึ่งนั้นจะส่งผลมายังโลกของเรา และคาดกันว่าใน ช่วงปี 2554-2555 เราอาจจะได้พบพายุสุริยะที่มีความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ซ้อนทับกับคาบ 11.1 ปีนี้ โดยนักดาราสาสตร์พบว่า จุดดำจะไม่เกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอจะมีบางช่วงเวลาที่จุดดำบนดวงอาทิตย์จะไม่ปรากฏ หรือที่เรียกกันว่า ช่วงต่ำสุดมอนเดอร์ ช่วงเวลาดังกล่าว (แต่มีช่วงต่ำสุดมอนเดอร์ หน้า 26)
โลก
ส่วนโลกของเรานั้นนอกจากจะขึ้นชื่อลือชาในความสวยงามเป็นแหล่งพำนักของสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยะจักรวาลแล้ว โลกเรามีแกนโลกที่เป็นเหมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ ที่ปล่อยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาคลุมเปลือกโลกทำให้ อนุภาคที่มีประจุมากมาย ทั้งอิเล็กตรอน และโปรตอน ที่วิ่งวนอยู่รอบๆสนามแม่เหล็กโลก


สนามแม่เหล็กโลก
                              ภาพจาก http://anshsmagnetism.files.wordpress.com
ในขณะที่ชั้นบรรยากาศของโลกเราก็เต็มไปด้วยก๊าซจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น ไนโตรเจน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ฮีเลียม ไอน้ำ และธาตุอื่นๆอีกมากมาย
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ ที่เมื่อเกิดการแผ่ ของลมสุริยะจากดวงอาทิตย์เมื่อผ่านกระบวนการต่างที่เรียบเสมือนเกราะป้องกันโลกทำให้เราได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามอย่าง แสงออโรร่า ในบริเวณแถบขั้วโลก
ในความเป็นจริงแล้วโลกเราต้องประสบกับสิ่งต่างๆที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็น รังสีคอสมิค (Cosmic Rays) อนุภาคจากแถบกัมมันตรังสี (Radiation Belt) พลังงานสูง ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีพลังงานฟลักซ์มหาศาลระดับล้านอิเล็กตรอนโวลท์ ลมสุริยะก็เป็นหนึ่งในนั้น และพลังงานอยู่ในช่วง 1 ถึง 10 พันอิเล็กตรอนโวลต์ (keV) แต่บางครั้งอาจมีพลังงานมากถึง 100 พันอิเล็กตรอนโวลต์ (keV)  พลังงานของอนุภาคเหล่านี้ยิ่งมากเท่าไหร่ก็จะสามารถทะลุทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศมาได้มากเท่านั้น ในกรณีของลมสุริยะจะสามารถฝ่าชั้นบรรยากาศมาได้ที่ระดับ 100-300 กิโลเมตรจากพื้นโลก
เมื่อเกิดการแผ่กระจายของพายุสุริยะที่ถูกเปล่งออกมาจากดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่าน บรรยากาศอันเวิ้งว้างของ ระบบสุริยะ ในความที่เป็นสูญญากาศทำให้ พายุ สุริยะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกล่องลอยมาถึงโลก แต่เมื่อเข้า ถึงชั้นบรรยากาศ ก็ต้องเจอกับ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ห่อหุ้มปกคลุมโลกเราอยู่ การจะแทรก ผ่านเข้ามาได้นั้นเป็นเรื่องยาก  เมื่อลมสุริยะกระทบเข้ากับแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่ปกคลุมโลกเราก็จะ ไม่สามารถทะลุผ่านเข้ามาได้แต่การประทะกันกลับทำให้ ลมสุริยะซึ่งมีประจุด้วยนั้น โคจรไปตามเส้นแรงแม่เหล็กไฟฟ้าโลกและสามารถทะลุผ่านเข้าชั้นบรรยากาศโลกได้ในบริเวณขั้วโลกเหนือและใต้
เมื่ออนุภาคจากลมสุริยะวิ่งมากระทบกับอนุภาคของชั้นบรรยากาศโลกอนุภาคเหล่านี้ได้รับพลังงาน และกลายเป็นอนุภาคที่ไม่เสถียร  และเพื่อต้องการกลับมายังสภาวะสมดุลมันจึงจำเป็นที่จะปลดปล่อยพลังงานออกมา ทำให้เราเห็นว่ามันปลดปล่อยแสงออกมาส่วนจะเป็นสีอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซที่ถูกกระตุ้น เช่น
โซเดียมให้แสงสีเหลือง
นีออนให้แสงสีส้ม
ไฮโดรเจนให้แสงสีฟ้า
ฮีเลียมให้แสงสีม่วง
ออกซิเจนให้แสงสีแดง ในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์(ionosphere)ส่วนออกซิเจนที่อยู่ต่ำกว่านั้นในระดับที่100-300 กม.จากพื้นโลกจะให้แสงสีเหลืองเขียว

ความมหัศจรรย์


แสงออโรร่า
                                          ภาพจาก http://farm3.static.flickr.com
ปรากฏการณ์แสงออโรร่า จะเกิดขึ้นเหนือพื้นโลกประมาณ100-300 กิโลเมตร  ปรากฎการณ์เหล่านี้จะสามารถสังเกตเห็นได้ในประเทศที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือใต้  ซึ่งขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตั้งว่าจะพบเจอมันได้มากหรือน้อยเพียงใด อย่างเช่นในเมือง เมือง Andenes ประเทศนอรเวย์ จะสังเกตเห็นได้ในแทบทุกคืนที่ฟ้าโล่ง เมือง Fairbanks รัฐอลาสกา จะสังเกตเห็นได้ประมาณ 5-10 ครั้งต่อเดือน ในแถบประเทศ เม็กซิโกและเมดิเตอเรเนียน จะเห็นได้  1– 2 ครั้งใน 10 ปี แต่ในขณะที่บริเวณประเทศเส้นศูนย์สูตรก็อาจจะเห็นปรากฏการณ์เช่นว่านี้ได้หากพายุสุริยะ มีความแรงมากพอที่จะผ่า สนามแม่เหล็กโลกและชั้นบรรยากาศโลกมาได้ โดยคาดการณ์กันว่าประเทศในบริเวณ เส้นศูนย์สูตรอาจจะพบกับปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ 1 ครั้งในรอบ 2,000 ปี
พายุสุริยะหาใช่เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความสวยงามอย่างเดียวแต่ผลกระทบของมันสามารถทำให้การสื่อสาร-ระบบไฟฟ้าของโลกเราแปรปรวนได้ดั่งเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นนานร่วม 9 ชั่วโมงในเมือง Quebec ประเทศแคนาดาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2532
สัญญาณวิทยุบนโลกอาศัยบรรยากาศระดับไอโอโนสเฟียร์ เมื่อชั้นบรรยากาศนี้ถูกรบกวนก็จะทำให้เกิดความแปรปรวนในชั้นบรรยากาศขึ้นได้  และอาจจะถึงขั้นทำให้ดาวเทียมหรือ ยานอวกาศหลุดจากวงโคจรได้เหมือนกัน
ลมสุริยะที่ ถูกปลดปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์นั้นมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันรุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้างเป็นไปตามสถานะธรรมชาติของดวงอาทิตย์  แสงออโรร่าเป็นหนึ่งปรากฏการณ์ ทางวิทยาศาสตร์ในห้วงสุริยะจักรวาลที่ยังมีหลายปรากฏการณ์ในห้วงจักรวาลที่มนุษย์เรายังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ยังมีเรื่องราวและสิ่งเร้นลับในห้วงอวกาศอีกมากมายที่รอการไขคำตอบจากวิทยาศาสตร์

ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/38509

บริหารงานและเวลา ให้มีคุณค่าและมีคุณภาพ

 

คุณเคยเป็นแบบนี้กันบ้างไหม
งานอะไรมากมายมาสุมหัว
ทำทันบ้างไม่ทันบ้างงานรัดตัว
เหมือนเรือรั่วเอามืออุดคงไม่ทัน
รู้รู้อยู่ว่างานใดต้องส่งก่อน
แต่ผลัดผ่อนทำอย่างอื่นไปก่อนนั้น
ไม่ค่อยรีบทำงานที่สำคัญ
ใช้เวลาเรื่องสังสรรค์มันสุขใจ
ถึงเวลางานสำคัญนั้นต้องส่ง
คืนนั้นคงไม่ต้องนอนเลยใช่ไหม
รีบๆทำสักแต่ว่าให้เสร็จไป
งานจะดีได้อย่างไรลองคิดดู
ถึงเวลาบริหารจัดการใหม่
คิดว่าควรทำอะไรใจเรารู้
งานด่วนไหม สำคัญไหม ตริตรองดู
จะมุ่งสู่ผลงานดีมีคุณจริง
ฝากภาพนี้สะกิดใจให้ได้คิด
ใช้ชีวิตอย่างมีแผนในทุกสิ่ง
ทุกนาทีมีคุณค่าอย่าประวิง
แล้วจะเกิดประโยชน์ยิ่งต่อเราเอย…
โดย กอบวิทย์ พิริยะวัมน์ 15 กรกฎาคม 2555

 

 

 

 

 

หรือว่าสังคมไทย เดินทางมาถึง “ความเสื่อม”

ทุกทุกเช้าได้ยินข่าวในวันใหม่
ที่เกิดในประเทศไทยของเรานี้
ย่อมมีทั้งข่าวรื่นเริงน่ายินดี
และก็มีข่าวที่น่าตกใจ
ประเทศไทยของเราคือเมืองพุทธ
พัฒนาอย่างเร่งรุดทันสมัย
… ท่ามกลางความเจริญอย่างว่องไว
แต่ว่ามันเกิดอะไรในธานี
ทั้งข่าวปล้นชิงทรัพย์จ้างวานฆ่า
ทำร้ายหมาแบ่งแยกแตกเป็นสี
นักการเมืองโกงกินเลวสิ้นดี
คู่สามีภรรยาฆ่ากันตาย
เยาวชนเป็นนักเรียนหรือนักเลง
เที่ยวข่มเหงยกพวกตีกันเสียหาย
ทะเลาะกันทำผู้อื่นชีวาวาย
บ้างแฝงตัวเป็นผู้ร้ายเลวสิ้นดี
เด็กบ้างกลุ่มลุ่มหลงในตัณหา
ไม่รู้ว่าเป็นเด็กต้องรู้หน้าที่
หลงกามายาเสพติดมั่วโลกีย์
ใช้ชีวีอย่างไร้ค่าน่าหนักใจ
พุทธศาสนาประจำชาติ
นับวันยิ่งแปลกประหลาดน่าสงสัย
หลักธรรมคำสอนมิเปลี่ยนไป
แต่ว่าความเลื่อมใสเปลี่ยนไปพลัน
และยังมีอีกมากมายหลายปัญหา
ทำไมหนาประเทศไทยตอนนี้นั้น
ถึงเลวร้ายน่าหวาดกลัวสารพัน
ยิ่งนับวันยิ่งน่าหวั่นประเทศไทย
หรือเพราะว่าชาติของเราในตอนนี้
ใกล้จุด”เสื่อม”เต็มทีแล้วใช่ไหม
เราทุกคนรู้ปัญหาเป็นอย่างไร
ไม่มีใครลุกขึ้นมาแก้จริงจัง
เรากำลังก้าวเข้าสู่เป็นอาเซียน
หากสังคมยังผิดเพี้ยนก้าวถอยหลัง
แล้วจะเอาสิ่งใดมาเป็นพลัง
แล้วความหวังต่อไปอย่างไรดี
ในฐานะคนไทยเพียงคนหนึ่ง
ตระหนักถึงสังคมไทยในตอนนี้
ขอสะท้อนผ่านบทกลอนด้วยหวังดี
หวังทุกท่านช่วยกันนี้เพื่อเมืองไทย
อนาคตของชาติไทยต่อไปนี้
ถ้าคนไทยรู้หน้าที่ตระหนักไว้
คงต้องร่วมมือกันก้าวต่อไป
ดำรงไว้เพื่อชาติไทยสืบไปเอย
กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์
26 มิถุนายน 2555

๒๖ มิถุนายน วันสุนทรภู่ จากยุคกระดานชนวนสู่ Tablet

๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ วันสุนทรภู่
สุนทรภู่ครูกวีศรีแห่งชาติ
ยอดนักปราชญ์สามารถทั้งศาสตร์ศิลป์
สรรภาษาสร้างคุณค่าคู่แผ่นดิน
ชนทั้งผองได้ยลยิลทั่วโลกา
การศึกษาของขาติไทยในวันนี้
… เทคโนโลยี “Tablet” การศึกษา
สุนทรภู่ท่านก็ใข้แต่ไรมา
คนรุ่นใหม่พัฒนาให้ก้าวไกล
จะยุคไหนความเป็นไทยให้คงอยู่
วอนคนไทยตระหนักรู้รักษาไว้
ร่วมจรรโลงอนุรักษ์ภาษาไทย
ดำรงให้คงอยู่คู่ไทยเอย…

กอบวิทย์   พิริยะวัฒน์  26 มิถุนายน 2555

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 383 other followers

%d bloggers like this: